คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 340, 340 ตรี ริบถุงยางอนามัยและซองใส่ถุงยางอนามัยของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,110 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อมูลที่จำเลยให้ในชั้นจับกุมและทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 40 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่านาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. จำเลยทั้งห้าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายคดีนี้อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่กระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหาย และนางสาว ม. มาเบิกความเป็นประจักษ์พยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายและนางสาว ม. ในชั้นสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหาย และนางสาว ม. ไว้ในวันถัดจากวันเกิดเหตุ บันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาว
ม. ในคดีที่นาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในกรณีเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น อ้างเป็นพยาน ซึ่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว ได้จัดทำขึ้นทันทีทันใด หลังเกิดเหตุอันเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปผู้เสียหายและนางสาว ม. ยังไม่มีเวลาและโอกาสที่จะตัดต่อเติมเสริมแต่งหรือปั้นเรื่องการเป็นอย่างอื่นเพื่อปรักปรำใส่ความจำเลย และในบันทึกดังกล่าว ผู้เสียหายและนางสาว ม. บอกเล่าเหตุการณ์รายละเอียดและขั้นตอนการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกโดยตลอดว่าจำเลยและนาย ช. ได้ลงจากรถกระบะมาฉุดผู้เสียหายและนางสาว ม. ตามลำดับแต่นางสาว ม.
สะบัดมือหลุด ทำให้นาย ช. ไม่สามารถนำตัวนางสาว ม. ไปได้ ส่วนผู้เสียหายถูกจำเลยนำตัวไปที่ขนำในสวนยางพาราและจำเลยเป็นคนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรก เมื่อผู้เสียหายมาเบิกความในคดีที่นาย ห. นาย จ. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. ถูกฟ้องข้างต้น ผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายด้วย โดยให้ถ้อยคำบอกเล่าเหตุการณ์สอดคล้องตรงกันกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงว่าผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน และจากคำเบิกความของผู้เสียหาย จำเลยกับพวกมิได้ปกปิดหรืออำพรางรูปร่างหน้าตา ประกอบกับผู้เสียหายมีเวลาและโอกาสอยู่กับจำเลยกับพวก เป็นระยะเวลานานพอที่จะสังเกตจดจำจำเลยกับพวกได้โดยผู้เสียหายชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยไว้ด้วย จึงเชื่อว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้จริงและเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้องบันทึกคำให้การและบันทึกคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้
นอกจากนี้จากคำให้การของนาย ห. นาย ช. นาย ณ. และนาย ภ. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2056 - 2058/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดร่วมกับจำเลยว่า จำเลยเป็นคนลงจากรถกระบะไปฉุดผู้เสียหายขึ้นรถ และจำเลยได้ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยนั้น แม้ว่าคำให้การของบุคคลดังกล่าวในชั้นสอบสวน จะมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตน เพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบมา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพัง เพื่อลงโทษจำเลย
เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยนั้นมีนาย น. และนาง ป. พนักงานคุมประพฤติ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นผู้สอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนาย ช. และนาย ณ. ซึ่งให้การถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ว่าจำเลยเป็นคนลงจากรถไปฉุดผู้เสียหายขึ้นรถกระบะแล้วพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่ขนำในสวนยางพารา โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านคำเบิกความของนาย น. และนาง ป. แต่อย่างใด ซึ่งคำเบิกความของนาย น. และนาง ป. เป็น