Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3536/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินกิจการจัดหาเงินจากประชาชนและให้กู้ยืมเงินในระยะสั้นเป็นทางค้าปกติโดยรับเงินจากประชาชนแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้เจ้าของเงินไว้รวม 70 รายการ และยังให้บริษัทเงินทุน 2 บริษัทกู้ยืมเงินไป โดยจำเลยรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน อีก 6 รายการเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ พ.ศ.2522. จำเลยทั้งสี่ยอมให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี และมิได้ นำพยานหลักฐานเข้านำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดอีกย่อมรับฟังไม่ได้ บริษัทจำเลยที่ 1 กระทำความผิดซึ่งจะต้องรับโทษตามมาตรา 71 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 จะต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทจำเลยที่ 1 เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 71 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ บัญญัติให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ 2 ขั้น คือเมื่อลงมือกระทำผิดต้องถูกลงโทษขั้นแรกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และตลอดเวลาที่กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกโดยปรับไม่เกินวันละห้าพันบาทโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 71 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 78

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงิน ให้กู้ยืมและอื่น ๆ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุน เมื่อระหว่างวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๔ เวลากลางวันถึงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๒๕ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับเงินจากประชาชนโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินรวม ๗๐ รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น ๕,๘๖๓,๐๙๒ บาท และเมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๒๔ เวลากลางวันจนถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๒๕ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมให้กู้ยืมเงินระยะสั้นแก่บริษัทเงินทุนเยาวราช จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อาทรทรัสท์

จำกัด โดยจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทเงินทุนทั้งสองดังกล่าวรวม ๖ รายการ เป็นเงิน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ โดยจำเลยมิใช่บริษัทเงินทุน และโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๑๑, ๗๑ และ ๗๘ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓, ๘๓ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๑๑ และ ๗๘ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๑, ๗๑ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๔ เดือนและปรับคนละ ๖,๐๐๐ บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๒ เดือนและปรับคนละ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอ ๑ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ของกลางไม่สมควรริบเพราะจำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งบริษัทถูกต้องในภายหลังแล้ว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี กับให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกคนละ ๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี กับให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อวันเป็นเวลา ๑๑๕ วัน รวมเป็นปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๒๓๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๖๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๑๕,๐๐๐ บาท ไม่รอการลงโทษ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนมีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินกิจการจัดหาเงินจากประชาชนและให้กู้ยืมเงินในระยะสั้นเป็นทางค้าปกติโดยรับเงินจากประชาชนแล้วออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้เจ้าของเงินไว้รวม ๗๐ รายการ และยังให้บริษัทเงินทุน ๒ บริษัทกู้ยืมเงินไป โดยจำเลยรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินอีก ๖ รายการ เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ยอมให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี และมิได้นำพยานหลักฐานเข้านำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่ประการใด การที่ฎีกาว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดอีกย่อมรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดจริงดังฟ้อง ตามมาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษว่า เมื่อผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา ๗๑ เป็นนิติบุคคล กรรมการของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มิได้พิสูจน์ในข้อที่กฎหมายกำหนดไว้เลย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงต้องรับโทษ ตามมาตรา ๗๑ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ บัญญัติให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ ๒ ขั้น คือเมื่อลงมือกระทำผิดต้องถูกลงโทษขั้นแรกจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และตลอดเวลาที่กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกโดยปรับไม่เกินวันละห้าพันบาทโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ก็ตาม

ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่าผู้ที่มาติดต่อกู้ยืมเงินจากจำเลยหรือให้จำเลยกู้ยืมเงินถูกฉ้อโกงหรือได้รับความเสียหาย และตามหลักฐานที่จำเลยอ้างมีการคืนเงินแก่ลูกค้าไปเกือบครบจำนวนแล้ว ทั้งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ดำเนินกิจการแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงสมควรกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสมเสียใหม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท และให้ปรับจำเลยทั้งสี่อีกวันละ ๑,๐๐๐ บาทต่อคนเป็นเวลา ๑๑๕ วัน รวมโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๑๕,๐๐๐ บาทจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จำคุกคนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๖๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑๐๗,๕๐๐บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คนละ ๓ เดือน และปรับคนละ ๘๒,๕๐๐ บาทถ้าไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โดยกักขังแทนมีกำหนดคนละ ๑ ปี พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกครั้ง จึงให้รอการลงโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ชวลิต นราลัย
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายวิน จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ - นายพนม พ่วงภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934/2534

คดีแรกศาลพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาฉ้อโกง จำคุก 4 ปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2528 คดีหลังศาลพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหา ฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2562

แม้การขออนุญาตปฏิบัติการอำพรางตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 7 เป็นมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างหนึ่ง อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจหยิบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9346/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จำเลยจอดรถมีสภาพมืดไม่มีแสงส่องสว่าง จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2558

การที่จำเลยกระทำการปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษของที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ด้วยการกรอกข้อความให้ปรากฏว่าเป็นการรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษว่าได้ส่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แล้วอันเป็นเท็จ นั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6586/2557

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนด้วยการแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อย ๆ ถุงละ 20 เม็ด 8 ถุง 10 เม็ด 5 ถุง 8 เม็ด 1 ถุง 4 เม็ด 1 ถุง 1 เม็ด 1 ถุง และมีอีก 10 เม็ด รวม 223 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.905 กร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้