Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม โดยอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม แล้วโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยจะไม่นำพินัยกรรมไปขอรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และให้โจทก์ทั้งสองกับ พ. มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายในฐานะทายาทบนที่ดินเหมือนเดิมทุกประการ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองดูแลรักษาพร้อมทั้งเก็บดอกผลบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม และให้จำเลยใช้เงินดอกผลส่วนของโจทก์ทั้งสองกับให้แบ่งผลประโยชน์ที่เกิดบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนอันจะเป็นการฟ้องซ้ำและต้องห้ามตามป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยและนางเพ็ญศรี เชิดชูวงศ์วัฒนาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุวรรณ นางบุญช่วย ตรีเพ็ชร์ขณะที่นายสุวรรณกับนางบุญช่วยถึงแก่กรรม มีทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 5487 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 126 ตั้งอยู่ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี บนที่ดินทั้งสองแปลง มีบุคคลอื่นเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ทั้งสอง จำเลยและนางเพ็ญศรีต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันและมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากดอกผลที่เกิดขึ้นบนที่ดินทั้งสองแปลงตามส่วนแบ่งของแต่ละคนเท่า ๆ กัน เมื่อปี 2529

โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมปลอมของนางบุญช่วยที่ระบุว่านางบุญช่วยยกอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดรวมทั้งที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียวและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยจะไม่นำพินัยกรรมไปขอรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์ทั้งสองกับนางเพ็ญศรีมีสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทเหมือนเดิมหลังจากตกลงกันแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์และเก็บดอกผลบนที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยเข้ายึดครอบครองและเก็บค่าเช่าจากบุคคลอื่นไปเป็นเงิน 9,200 บาท เป็นประโยชน์จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองดูแลรักษาเก็บดอกผลบนที่ดินโฉนดที่ 5487 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)

เลขที่ 126 ในฐานะเจ้าของรวม ให้จำเลยใช้เงินจำนวน4,600 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้แบ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นบนที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุดจำเลยให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5487 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 126 มีชื่อนายสุวรรณ ตรีเพ็ชร์บิดาโจทก์ จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง เมื่อนายสุวรรณถึงแก่กรรม นางบุญช่วยมารดาโจทก์จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5487 เป็นของนางบุญช่วยในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อปี 2524 นางบุญช่วยถึงแก่กรรม ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองและเก็บผลประโยชน์บนที่ดินทั้งสองแปลงตลอดมาในฐานะเจ้าของ จำเลยจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่126 เมื่อปี 2529

โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารและฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเป็นคดีแพ่ง และโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งความว่า จำเลยจะไม่นำพินัยกรรมไปรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงและให้โจทก์ทั้งสองกับนางเพ็ญศรีมีสิทธิที่จะได้รับมรดกตามกฎหมายในฐานะทายาทเหมือนเดิมทุกประการ โจทก์ทั้งสองจึงได้ถอนฟ้องคดีอาญาจำเลย ตามข้อตกลงในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยยังไม่อาจที่จะปฏิบัติได้เพราะนายสุวรรณยังมีภรรยาชื่อนางพลอย ตรีเพ็ชร์มีบุตรด้วยกัน 9 คน และภรรยาชื่อนางบุญชู ตรีเพ็ชร์ มีบุตรด้วยกันอีก 3 คน บุคคลดังกล่าวมีสิทธิที่จะได้รับมรดกอยู่ด้วย การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์จะต้องร้องขอต่อศาลในคดีเดิม

มิใช่ที่จะมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองดูแลรักษาพร้อมทั้งเก็บผลประโยชน์บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5487 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 126 ตำบลอินทร์บุรีอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในฐานะเจ้าของร่วม ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 4,600 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นบนที่ดินทั้งสองแปลงนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงกันให้แก่โจทก์ทั้งสองจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยเสียภาษีเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์พิพาทไว้โดยชอบแล้ว ก่อนที่จะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนเท่าที่เหลือจากหักค่าภาษีแล้วนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 59/2529 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 59/2529 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม ที่จำเลยอ้างว่ามารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยยกทรัพย์มรดกทั้งหมดรวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียวโดยระบุว่าเป็นพินัยกรรมปลอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ความว่า จำเลยจะไม่นำพินัยกรรมไปขอรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5487 และตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 126 และให้โจทก์ทั้งสองกับนางเพ็ญศรีมีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายในฐานะทายาทบนที่ดินเหมือนเดิมทุกประการส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5067 ที่จำเลยรับโอนไปแล้วจะแบ่งเป็น 4 ส่วนเท่า

ๆ กัน ให้โจทก์ทั้งสองและนางเพ็ญศรีมีกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองดูแลรักษา พร้อมทั้งเก็บดอกผลบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและให้จำเลยใช้เงินดอกผลส่วนของโจทก์ทั้งสองจำนวน 4,600 บาทกับให้แบ่งผลประโยชน์ที่เกิดบนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุดแก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้นประเด็นที่จะวินิจฉัยในคดีนี้จึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน อันจะเป็นการฟ้องซ้ำและต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเป็นคดีต่างหากไม่จำต้องยื่นคำร้องขอเข้าไปในคดีเดิมเพื่อให้ศาลวินิจฉัยแต่อย่างใดปัญหาข้อที่สองที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า

โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเข้าครอบครองดูแลที่ดินพิพาททั้งสองแปลงหรือไม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยนำสืบมา แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำพินัยกรรมไปขอรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นชื่อจำเลย ทั้งจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 5067ตามข้อตกลงแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ทั้งสองแล้วแต่อย่างไรก็ตามตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจำเลยก็ได้ยอมให้โจทก์ทั้งสองกับนางเพ็ญศรีมีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในฐานะทายาทเหมือนเดิม กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองกับนางเพ็ญศรีเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับจำเลย โดยจำเลยครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งแยกเอาไว้แทน

ดังนั้นด้วยอำนาจแห่งการเป็นเจ้าของรวม โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเข้าไปครอบครองดูแล รักษาพร้อมทั้งจัดการทรัพย์สินและผลประโยชน์ต่าง ๆ บนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับจำเลยได้ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแต่ผู้เดียวตลอดมา จำเลยจึงได้สิทธิครอบครอง และการที่จำเลยไม่สามารถแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ได้เพราะมีทายาทอื่นที่จะต้องรับมรดกอยู่อีกนั้น ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวก็ขัดแย้งกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีทายาทอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง พฤติกรรมของจำเลยส่อให้เห็นว่าพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2567

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบห้าได้หรือไม่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีก่อนก็คือที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ แม้คดีน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3956/2566

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2354/2566

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้