คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินตามเช็ค 3 ฉบับพร้อมดอกเบี้ย และบังคับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว นัดสืบพยานจำเลยทั้งสามปรากฏว่าจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดีหลายครั้ง ในครั้งสุดท้ายทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดี ส่วนทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยที่ 2ที่ 3 ถอนตัว กับเห็นว่าจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดีเป็นการประวิงคดีไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสืบ
พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท 400,000 บาท และ 400,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์2527 วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2527 และวันที่ 5 มีนาคม 2527 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทั้งหมดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน464,745.21 บาท ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 1,000,000บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527 ของต้นเงิน 400,000 บาท นับจากวันที่22 กุมภาพันธ์ 2527 และของต้นเงิน 100,000 บาท นับจากวันที่ 5มีนาคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 59294 แขวงบางนา
เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามความรับผิดของแต่ละคนจนครบจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนคดีนี้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการสืบพยานโจทก์มาตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่20 ตุลาคม 2529 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายและนัดสืบพยานจำเลยในวันเดียวกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ทนายจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดีอ้างว่าพยานจำเลยไม่มาศาลเนื่องจากติดธุระจำเป็นศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 252ถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 1 แถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยที่ 1 ป่วยส่วนทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 อ้างว่าไม่ได้เตรียมพยานมา
ขอเลื่อนคดีไป โดยทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่านัดต่อไปจะไม่ขอเลื่อนอีกไม่ว่าโดยเหตุใด ๆ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2529 โดยสั่งกำชับให้จำเลยทั้งสามนำพยานมาให้พร้อมโดยศาลจะไม่อนุญาตให้เลื่อนอีกไม่ว่าเหตุใด ๆ แต่ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นทนายและจำเลยที่ 1ขอเลื่อนคดีอ้างว่าไม่สามารถแต่งทนายได้ทัน ส่วนทนายจำเลยที่ 2ที่ 3 มอบฉันทะให้เสมียน ทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล โจทก์แถลงคัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นก็ยังอนุญาตให้ทนายจำเลยที่ 1 ถอนตัวได้ และให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 24 ธันวาคม 2529 โดยกำชับจำเลยทั้งสามอีกว่า ให้จำเลยทั้งสามเตรียมพยานมาให้พร้อม
จะไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีอีก ไม่ว่าเหตุใด ๆ หากทนายจำเลยคนใดป่วยหรือถอนตัวก็ให้จำเลยแต่งตั้งทนายความที่สามารถปฏิบัติหน้าที่เข้ามาดำเนินคดี แต่ถึงวันนัด ทนายจำเลยที่ 1 แถลงขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าไม่มีพยานมาศาลและตนเพิ่งได้รับแต่งตั้งเข้ามาใหม่ ส่วนทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ถอนตัวเพราะทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยังมิได้แจ้งการถอนตัให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ทราบ กับเห็นว่าจำเลยทั้งสามประวิงคดี จึงไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสามขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยติดต่อกันมาหลายครั้ง โดยในสองครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นได้สั่งกำชับจำเลยทั้งสามไว้อย่างชัดแจ้งว่าจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และให้สืบพยานจำเลยให้ได้ในนัดต่อไป แต่จำเลยทั้งสามก็หาได้นำพาไม่ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสาดังกล่าวแล้ว เป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสามไม่เอาใจใส่และไม่ให้ความสำคัญแก่คดีของจำเลยทั้งสามเอง อันถือได้ว่าเป็นการประวิงคดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสืบจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.