Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง วรรคสาม (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษเท่าความผิดสำเร็จ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 จำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 41 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด น้ำหนัก 147.010 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 47.346 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำจำเลย และไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองสร้างเรื่องขึ้นเพื่อเอาผิดแก่จำเลยหรือหวังผลงานในการจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิด

แม้การวางแผนจับกุมจำเลยจะไม่มีการนำธนบัตรไปใช้ล่อซื้อหรือลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้เป็นหลักฐานหรือมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กันดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ทั้งสองลดน้อยลง เพราะจากการตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด อยู่ในกระเป๋าเสื้อยีนที่จำเลยใส่ ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำเลยนำมาส่งมอบให้แก่นางสาวจรียา นอกจากนี้จำเลยยังพาพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 1,000 เม็ด ในห้องนอนของจำเลย และลงลายมือชื่อยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงสอดคล้องกับที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการจับกุม โดยมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยถูกจับกุมอย่างกะทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทัน จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความเป็นจริง

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีบทบัญญัติมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." ก็ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมจึงใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้และเมื่อนำมาฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นแล้วย่อมมีน้ำหนักมั่นคง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่โจทก์ฟ้องจริง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้มีอัตราโทษถึงประหารชีวิต แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยลงวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามจำเลยว่ามีหรือไม่มีทนายความก่อนเริ่มถามคำให้การ ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 134/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เมื่อพนักงานสอบสวนสอบถามคำให้การของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ก่อนวันที่บทบัญญัติมาตรา 134/1 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำมาตรา 134/1 มาใช้บังคับแก่การสอบถามคำให้การของจำเลยในคดีนี้ได้ การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายอาคม รุ้งแจ่ง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2120/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ย3492/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ย2906/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้