Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 360/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเรื่องเงินบำเหน็จกำหนดไว้ว่า พนักงานมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อทำงานครบเกษียณอายุ โดยต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) ปฏิบัติงานในฐานะพนักงานเป็นเวลาอย่างน้อย15 ปี ติดต่อกัน (2) มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และ(3) ทำงานให้จำเลยด้วยความขยันหมั่นเพียรและปราศจากข้อตำหนิในประวัติการทำงาน เห็นได้ว่าตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุเมื่อพนักงานทำงานครบเกษียณอายุเท่านั้น แต่การเลิกจ้างของจำเลยตามหนังสือแจ้งการเลิกจ้าง มิใช่เป็นการให้โจทก์ออกจากงานโดยเหตุครบเกษียนอายุ แต่เป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วย เหตุที่จำเลยประสบปัญหาการขาดทุนและจำเป็นต้องลดอัตรากำลังคน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเจตนาไม่ให้โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เจ้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,500 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากจำเลยมีนโยบายลดอัตรากำลังคน โจทก์ไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าหากพนักงานทำงานครบเกษียณอายุ 60 ปี จะได้รับเงินค่าเกษียณอายุคำนวณจากเงินเดือนอัตราสุดท้ายแต่ต้องไม่เกิน 8,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานโจทก์ทำงานกับจำเลยมา 29 ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าเกษียณอายุจำนวน232,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า15,500 บาท ค่าชดเชย 93,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 294,500 บาท และเงินค่าเกษียณอายุ 232,000 บาท แก่โจทก์จำเลยให้การว่า

จำเลยประสบปัญหาการขาดทุนจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ฟ้องโจทก์ในส่วนเงินค่าเกษียณอายุเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องให้จำเลยทราบถึงเหตุที่จำเลยต้องชำระค่าเสียหายในส่วนนี้ จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จำเลยได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเท่ากับเงินบำเหน็จแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องวันนัดพิจารณา จำเลยจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์จำเลยแถลงขอสละข้ออ้างและข้อต่อสู้เกี่ยวกับค่าชดเชย สินจ้างแทนการรบอกกล่าวล่วงหน้าค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมดคงติดใจพิพาทกันเฉพาะเงินบำเหน็จเกษียณอายุ หรือเงินค่าเกษียนอายุโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2511จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 อ้างเหตุว่าเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะที่เลวร้าย ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและปัญหาการขาดทุน จึงต้องลดอัตรากำลังคน จำเลยยินยอมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในเรื่องการจ่ายค่าชดเชยและเงินได้อื่น ๆที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายทุกประการ รายละเอียดตามหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย จล.1 จำเลยพร้อมที่จะจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับเองโดยโจทก์เกรงว่าจะเสียสิทธิอื่นตามกฎหมายเนื่องจากโจทก์ไม่รู้กฎหมายเอกสารหมาย

จล.2 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามข้อ 6 ว่าด้วยเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุ ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานที่ออกจากงานเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์โดยไม่ได้กระทำผิด ข้อ 6.1 เป็นหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ส่วนข้อ 6.2 เป็นเงินบำเหน็จที่พนักงานมีสิทธิได้รับกรณีของโจทก์จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ทำงานอยู่จนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันออกจากงานส่วนหลักเกณฑ์อื่นที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับจนถึงวันที่ออกจากงานมีครบถ้วน โจทก์มีอายุงานหรือจำนวนปีที่ทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 29 ปีจำนวนค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับซึ่งจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 93,000 บาท และฐานเงินเดือนในการคิดคำนวณเงินบำเหน็จของโจทก์เท่ากับ 8,000 บาทศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า

กรณีของโจทก์ถือได้ว่าต้องด้วยหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเงินค่าเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในเงินบำเหน็จตามข้อ 6.2 เท่ากับฐานเงินเดือน 8,000 บาทคูณจำนวนปีที่ทำงานคือ 29 ปี หักด้วยค่าชดเชย 93,000 บาทเป็นเงิน 139,000 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุจำนวน 139,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 6 พนักงานของจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จต่อเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และจะได้รับเงินบำเหน็จในวันที่ออกจากงานเพราะครบเกษียณอายุ และจำเลยมีเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเจตนาที่จะขัดขวางมิให้โจทก์ทำงานจนครบ 60 ปีบริบูรณ์ นั้น เห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จล.2 ข้อ 6 เรื่องเงินบำเหน็จกำหนดไว้ว่า พนักงานมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อทำงานครบเกษียณอายุ โดยต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ (1) ปฏิบัติงานกับจำเลยในฐานะพนักงานเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ปี ติดต่อกัน (2) มีอายุครบ60 ปีบริบูรณ์ และ (3) ทำงานให้จำเลยด้วยความขยันหมั่นเพียรและปราศจากข้อตำหนิในประวัติการทำงาน ซึ่งจำเลยจะจ่ายเงินบำเหน็จในวันที่โจทก์ออกจากงาน

จะเห็นได้ว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จของจำเลยดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุเมื่อพนักงานทำงานครบเกษียณอายุเท่านั้น แต่การเลิกจ้างของจำเลยตามหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย จล.1 มิใช่เป็นการให้โจทก์ออกจากงานโดยเหตุครบเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแต่เป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่จำเลยประสบปัญหาการขาดทุนและจำเป็นต้องลดอัตรากำลังคน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเจตนาไม่ให้โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุแก่โจทก์นั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอเรื่องเงินบำเหน็จหรือเงินค่าเกษียณอายุเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กมล เพียรพิทักษ์ · พรชัย สมรรถเวช · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7257/2557

ปัญหาเกี่ยวกับการตีความการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 กรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดย เคร่งครัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2078/2543

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการพิจารณาขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลง ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใช้ดุลพินิจพิจารณาขึ้นค่าจ้างให้แก่พนักงานลูกจ้างของจำเลยตามสภาพความเป็นจริงได้ จำเลยจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 32189)

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ซึ่งเป็นกฎหมาย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้