Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3615/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จึงไม่มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐาน (ร่วมกัน) มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 1 ปี ฐาน (ร่วมกัน) จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในคำฟ้อง ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธ รุ่งทอง เจ้าพนักงานตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรีกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสีดำที่จำเลยที่ 2 คาดไว้ที่เอวเป็นของกลาง และอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวน 20 เม็ด จากจำเลยทั้งสามเป็นของกลางอีกด้วย พนักงานสอบสวนได้ส่งยาเม็ดของกลางทั้งหมดไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีน

น้ำหนักรวม 4.03 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.10 สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำนวน 20 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจและสายลับผู้ล่อซื้อในราคา 900 บาท จริงตามคำฟ้อง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ด้วยหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่

โจทก์มีร้อยตำรวจเอกธีรยุทธและสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ จันทร์ดี ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสามร้อยตำรวจเอกธีรยุทธสืบทราบว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุ โดยจำหน่ายในราคาเม็ดละ 45 บาท วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันวางแผนจับกุมโดยให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ปลอมตัวเป็นคนเสพเมทแอมเฟตามีนไปกับสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม จำนวน 20 เม็ด และร้อยตำรวจเอกธีรยุทธได้นำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 20 บาท จำนวน 19 ฉบับ ฉบับละ 10 บาท จำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 900 บาท ไปถ่ายสำเนากับลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเบิก ตามสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย

จ.1 และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 หลังจากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้พากันเดินทางไปที่ถนนสายบ้านเบิก-ท่าวุ้ง ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธค้นตัวสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์และสายลับแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงมอบธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อพร้อมวิทยุสื่อสารให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปล่อซื้อโดยตกลงกันว่าหากล่อซื้อได้แล้วให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ส่งสัญญาณทางวิทยุสื่อสารแจ้งให้ทราบ ต่อมาสายลับได้ขับรถจักรยานยนต์ให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนร้อยตำรวจเอกธีรยุทธขับรถจักรยานยนต์มีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน นั่งซ้อนท้ายติดตามไปจอดอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เพื่อรอฟังผลการล่อซื้อ

ได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ประจักษ์พยานโจทก์ว่า เมื่อสายลับขับรถจักรยานยนต์พาพยานไปถึงบ้านที่เกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่หัวบันไดบ้านซึ่งมีแสงไฟฟ้า พยานจึงเข้าไปพูดกับจำเลยที่ 1 ว่า จะมาเอาของ จำเลยที่ 1 บอกว่าให้ขึ้นไปบนบ้าน จะดูต้นทางให้ พยานกับสายลับจึงขึ้นไปชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดไฟนีออนส่องสว่าง พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 กำลังช่วยกันหยิบเมทแอมเฟตามีนบรรจุเข้าไปในหลอดกาแฟ พยานกับสายลับจึงเดินเข้าไปหาและขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด จำเลยที่ 3 นับเมทแอมเฟตามีนได้จำนวน 20 เม็ด แล้วส่งให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จำเลยที่ 2 เอาพลาสติกที่อยู่ข้างตัวมาห่อก่อนจะบรรจุลงในถุงพลาสติกสีฟ้า แล้วจึงส่งให้แก่พยาน

พยานรับมาเปิดดูเห็นว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนเม็ดสีส้มจึงส่งธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับไปเก็บไว้ที่กระเป๋าสีดำซึ่งคาดอยู่ที่เอวของจำเลยที่ 2 แล้วพยานได้กดวิทยุสื่อสารให้สัญญาณ 4 ถึง 5 ครั้ง ไปยังร้อยตำรวจเอกธีรยุทธ ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธพยานโจทก์ต่อไปว่า หลังจากพยานได้รับสัญญาณวิทยุดังกล่าวพยานกับพวกได้พากันไปที่บ้านที่เกิดเหตุ เมื่อถึงบ้านที่เกิดเหตุ พยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่เสาบันไดทางขึ้นชั้นบนของบ้านและกำลังจะหลบหนี ขณะเดียวกันสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ได้ออกมาที่ประตูตรงบันไดบ้าน ตะโกนให้จับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ พยานกับพวกวิ่งไล่ตามจับกุมจำเลยที่ 1 ไว้ได้ แล้วพากันขึ้นไปชั้นบนของบ้าน

ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ต่อไปอีกว่าพยานทั้งสองกับพวกได้ตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสาม ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 พยานทั้งสองกับพวกตรวจค้นที่กระเป๋าคาดเอว พบธนบัตรรวมเป็นเงินจำนวน 1,580 บาท โดยมีธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 900 บาท รวมอยู่ด้วย และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดกาแฟอีกจำนวน 26 เม็ด จึงได้ร่วมกันแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมขายเพียงแต่บอกสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ว่าให้ขึ้นไปข้างบนบ้านจะดูต้นทางให้ จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้หยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปจริงและรับเงินมา 900 บาท แต่ไม่ได้ขาย

ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่าตนเองเสพเมทแอมเฟตามีนจริงแต่ไม่ได้ขาย ดังมีรายละเอียดปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยทั้งสองลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องได้รับโทษร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความไปตามความสัตย์จริง สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ก็นำสืบรับว่ามีการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 26 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 เพียงแต่จำเลยที่ 1 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่ามีไว้เพื่อเสพโดยเป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 5 เม็ด และเป็นของจำเลยที่ 2 จำนวน 16 เม็ด ซึ่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริง โดยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนอกเหนือจากจำนวน 20 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจำหน่ายให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่าคดีนี้ไม่มีการล่อซื้อและธนบัตรของกลางที่ใช้ในการล่อซื้อไม่ได้ค้นพบที่ตัวจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 รวมทั้งสำเนาภาพถ่ายธนบัตรเอกสารหมาย จ.1 ที่ใช้ในการล่อซื้อที่มีข้อความระบุว่ามีหมายเลขและหมวดอักษรตรงกับธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวไปตามที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกโดยเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าเป็นการลงชื่อในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารให้จำเลยที่ 1 ฟัง

รวมทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารดังกล่าวด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุนและไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า หากพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 จะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ก็สามารถระบุในบันทึกการจับกุมได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยไม่จำต้องอ้างว่าจำเลยได้ให้การดังกล่าวอันเป็นการให้การในลักษณะปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นนั้น จึงน่าเชื่อว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้ตามข้อความที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกไว้ในบันทึกการจับกุมดังกล่าวจริง ขณะที่ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธขับรถจักรยานยนต์เข้าไปที่บ้านที่เกิดเหตุนั้น

ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่หน้าบันไดทางขึ้นบ้าน ทำท่าจะวิ่งหนี พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 1 ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจึงต้องวิ่งหลบหนี หากจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องวิ่งหลบหนี เพราะขณะนั้นในตัวจำเลยที่ 1 มิได้มีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวข้างต้น และคำเบิกความของสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 1 ในขณะเข้าไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นคนคอยดูต้นทางอยู่ชั้นล่างที่บริเวณบันไดทางขึ้นชั้นบนบ้านที่เกิดเหตุ

อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำที่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ซึ่งปลอมตัวเป็นคนเสพติดยาเสพติดให้โทษบอกจำเลยที่ 1 ว่าจะมาเอาของนั้น จำเลยที่ 1 น่าจะเข้าใจดีว่าหมายถึง จะมาเอาเมทแอมเฟตามีนอันเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงได้แจ้งให้สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ขึ้นไปที่ชั้นบนซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 รอจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ และจำเลยที่ 1 จะทำหน้าที่จะคอยดูต้นทางให้เอง ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อเมทแอมเฟตามีนอุ่นใจหากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องแจ้งแก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์และสายลับเช่นนั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย

จ.2 แล้ว ก็ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุเวลา 23 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธได้นำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคดีนี้ไปลงบันทึกประจำวันไว้โดยระบุว่า จะนำธนบัตรดังกล่าวไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายมงคล คมขำ (จำเลยที่ 1) กับพวกที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งต่อมาก็ปรากฏว่าสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริง โดยขณะล่อซื้อจำเลยที่ 1 ก็อยู่ในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุด้วย แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลตามทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธที่ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเป็นความจริง แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุ

ก็หาเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ เพราะร้อยตำรวจเอกธีรยุทธกับพวกอาจเล็งเห็นได้ว่า สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์คงจะล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นผลสำเร็จ อันเป็นกรณีกระทำความผิดซึ่งหน้าที่กำลังกระทำลงในที่รโหฐานจึงตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (2) เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ และความในข้อนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสามก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนาย จำเลยทั้งสามอธิบายว่า ขณะที่มีการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นช่วงฉุกละหุกจึงไม่ได้ขอหมายค้น โจทก์ยังมีนายพเยาว์ สอาดเอี่ยม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เป็นพยานเบิกความอีกว่า

บ้านที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านที่พยานดูแล จำเลยทั้งสามไม่ใช่ราษฎรในหมู่บ้านของพยาน แต่พยานทราบว่าจำเลยทั้งสามไปเสพเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านดังกล่าว โดยพยานเห็นว่าจำเลยทั้งสามนำเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งให้คนที่มาที่บ้านดังกล่าวด้วย และในชั้นสอบสวนนายพเยาว์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้ว ปรากฏว่านายพเยาว์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าที่มาติดต่อที่บ้านที่เกิดเหตุจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับทางสืบสวนของร้อยตำรวจเอกธีรยุทธดังกล่าวข้างต้น แม้นายพเยาว์จะเบิกความว่า จำเลยทั้งสามเสพติดเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา

ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกจะลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยไม่ได้ แม้คดีนี้ร้อยตำรวจเอกธีรยุทธและสิบตำรวจตรียุทธศักดิ์พยานโจทก์จะใช้อุบายล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสาม ก็ไม่ใช่กรณีที่พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นผู้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การล่อซื้อของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสามเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจตรียุทธศักดิ์ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดสำเร็จ หาใช่ว่าเมื่อมีการใช้อุบายวางแผนล่อซื้อ ต้องถือว่าขาดเจตนาซื้อขายกันจริง จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ สรุปแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นตัวการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จริงตามคำฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 เป็นคนคอยดูต้นทางอันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด แก่สิบตำรวจเอกยุทธศักดิ์และยังมีเมทแอมเฟตามีนเหลือจากการจำหน่ายอยู่อีก 26 เม็ด การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 46 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมหนึ่งและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 20 เม็ด) อีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาเป็นความผิดสองกรรมนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปอีกว่า ศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่ และสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้

มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม มาใช้บังคับแก่คดีนี้ และความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับมาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่คดีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนในมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทระวางโทษของความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำหรับเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไปแต่ไม่เกิน 20 กรัม

แม้จะปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีจำนวน 46 เม็ด และมีน้ำหนักสุทธิเกินกว่า 1.5 กรัม ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางอันเป็นองค์ประกอบความผิด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดกันแน่ จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ได้ แต่ต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดอันต้องด้วยบทระวางโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่อยู่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ ในส่วนของโทษจำคุกมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนนี้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในส่วนที่เป็นคุณมาบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขโดยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง และเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่เห็นสมควรที่จะลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่จำเลยที่ 1 ขอ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นตัวการกระทำความผิดในคดีนี้ด้วยกัน ถือว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าเป็นคนคอยดูต้นทาง นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดกระทงแรก 4 ปี และกระทงหลัง 3 ปี 2 เดือน 12 วัน รวมโทษเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 2 เดือน 12 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด คนละ 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้