คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยเสน่หา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณ โจทก์จึงฟ้องถอนคืนการให้
ระหว่างพิจารณาคดีนั้นจำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ โดยที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องถอนคืนการให้จากจำเลยที่ ๑ เป็นการสมยอมกันฉ้อฉลโจทก์โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้พิพากษาถอนคืนการให้และเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต ไม่ทราบถึงเรื่องที่โจทก์ฟ้องถอนคืนการให้จากจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ ๑ ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๑ คืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ รับซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตอันมีค่าตอบแทน แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์จะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์แล้ว เพียงแต่โจทก์ไม่อาจได้ที่ดินพิพาทคืนเพราะที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอกโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมดรวมถึงที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ด้วยนั้นจึงไม่ชอบ
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ส่วนคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์