Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ การที่จำเลยกระทำการเกี่ยวกับทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม จึงเป็นการเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้และครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 แล้วว่าจำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามฎีกาของโจทก์ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว และคำเบิกความของนายมงคล นายสมศักดิ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 กับพันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ ตลอดแล้ว เห็นว่า หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว หากทางฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือทางศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ

เจ้าพนักงานที่ดินก็จะไม่จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกให้ เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 จำเลยตกลงยกให้เป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน การที่จำเลยขอจดทะเบียนแบ่งเช่าให้นายบุญพิสิฐเช่าและขอจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นชื่อของจำเลยเองโดยที่มิได้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าก็เพื่อจะมิให้การเป็นการไปตามคำพิพากษาศาลตามยอมนั่นเอง และการที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเช่าโดยให้นายบุญพิสิฐเช่านานถึง 10 ปี และเมื่อแบ่งแยกแล้วทั้งสองแปลงก็ยังคงติดภาระการเช่า 10 ปี ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม เช่น แทนที่จะแบ่งเป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน ได้ทันทีที่มีความพร้อม ก็อาจจะต้องไปพิพาทกับผู้เช่าก่อน ย่อมเป็นการทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อยู่ในตัว

นอกจากนี้ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ก็อาจจะต้องยึดหรืออายัดทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 จึงเป็นทรัพย์ที่น่าจะถูกยึดหรืออายัด ไม่ใช่ไม่เป็นทรัพย์ที่ถูกยึดทรัพย์หรือน่าจะถูกยึดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และจำเลยเคยรับราชการมานานเชื่อว่าจำเลยรู้ดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 น่าจะถูกยึดหรืออายัดในชั้นบังคับคดีภายหน้า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานจำเลยที่จำเลยนำสืบทำนองว่า จำเลยโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแก่นายบุญพิสิฐ และทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันเองให้นายบุญพิสิฐเช่าที่ดินที่ตั้งของโรงเรียนทั้งสามพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 10 ปี

ต่อมาทางราชการทักท้วงว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าด้วย เมื่อจะจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารก็ไม่อาจกระทำได้เพราะที่ดินถูกอายัด ประกอบกับขณะนั้นได้ขอเลิกกิจการโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค จึงจะย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารแทนที่โรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค ซึ่งอยู่ห่างกัน 1 กิโลเมตร มิฉะนั้นโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารอาจถูกเลิกกิจการไปด้วยซึ่งจะทำให้ครูและนักเรียนจำนวนมากเดือดร้อน จึงได้จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิคเพื่อรองรับการย้ายมาของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 และโฉนดเลขที่ 38743 ที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 8 หลังจากแบ่งแยกแล้วก็ยังคงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนแก่ผู้ใดไม่ทำให้เสียหายนั้น

เห็นว่า เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดและให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สุนทร ทรงฤกษ์ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายสมพงษ์ จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.7452/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1632/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1307/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2563

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 โจทก์ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้านตามฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทราบว่าย้ายออกจากบ้านนานแล้ว โดยนำทรัพย์สินภายในบ้านติดตัวไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ทราบว่าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4196/2558

ทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนไปให้ผู้อื่น อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 นั้น หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหนี้ที่มีอยู่ได้มีการโอนไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10783/2554

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ต้องเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด จึงต้องเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1300/2539

การที่ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและชำระหนี้แก่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเป็นการกระทำตามคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีเพื่อนำเงินที่ศาลมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 311/2530

จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าตึก ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้กับโจทก์ในศาล และโอนทรัพย์สินอื่นที่โจทก์นำยึดไว้ให้จำเลยที่ 2 ทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้