คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดคนได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันรื้อถอนเสาหลักเขต ประตูซุ้มและรั้วไม้ เป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินโจทก์โดยปกติสุข เป็นการทำลายทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๓, ๓๕๘, ๘๓ และ ๙๐
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประทับฟ้อง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗และที่ ๘ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๘๓ ปรับคนละ ๕๐๐ บาท ข้อหาอื่นให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ ๒
โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะข้อ ๒ วรรค ๑ และวรรค ๒ นอกนั้นไม่รับเพราะเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์ตามข้อ ๒ ทั้งวรรค ๑ และวรรค ๒ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ตามข้อ ๒ วรรค ๑ ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์เท่านั้นแต่ศาลได้พิจารณาว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ เห็นว่า การที่จะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น จะต้องได้ความว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยจึงจะมีความผิดฐานบุกรุก หากที่พิพาทเป็นทางสาธารณะการกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จึงเป็นการวินิจฉัยตามข้อหาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ มิได้เป็นการเกินคำขอแต่ประการใดกรณีจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยสำหรับอุทธรณ์โจทก์ตามข้อ ๒ วรรค ๒ ที่ว่า
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์เป็นทางที่ประชาชนใช้ร่วมกันติดต่อมาเกิน ๑๐ ปี เป็นทางสาธารณะ ขัดกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ซึ่งห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ นั้น จึงเท่ากับโจทก์โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทมิใช่เป็นทางสาะารณะแต่เป็นที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างข้อกฎหมายขึ้นปรับกับข้อเท็จจริงที่โต้เถียงดังกล่าวแล้วนั้น ก็ยังคงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่นั่นเอง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา ๒๒ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์และพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.