คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่ยังค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 64,950 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 44,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเอาค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระโจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์เต็มตามฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาปัญหามีว่าโจทก์จะฟ้องเรียกเอาเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่ค้างชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อจากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย อัคคีภัย วินาศภัยสูญหาย บุบสลายถูกทำลาย ถูกอายัด ถูกยึด หรือถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน ยอมซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิมและยอมชำระค่าเช่าซื้อจนครบ" ตามข้อสัญญาดังกล่าวมาศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อ (จำเลย) ยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ แม้ตามสัญญาข้อนี้จะเรียกว่าค่าเช่าซื้อก็ตาม แต่ก็มิได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ดังกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่สูญหาย
ด้วยเหตุนี้ความหมายของคำว่า "ยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบ" จึงมีเพียงว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจนครบตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังได้รับชำระเงินไม่ครบตามราคาค่าเช่าซื้อที่ตกลงกัน จำเลยจึงต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบ ตามนัยฎีกาที่ 1404/2519พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 64,950 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์