Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3665/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยไม่ได้ตกลงทำสัญญากับ ผ. เพื่อรับดูแลรักษารถยนต์ของ ผ. ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษารถยนต์ของ ผ. ตามสัญญา การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ตรวจตราและมีคนลักเอารถยนต์ของผ.ไปจากบริเวณหมู่บ้านจัดสรรจึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อ ผ. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อ ผ. ทั้งในเรื่องสัญญาและละเมิด โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ผ. จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจาก ผ. มาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่รถยนต์ของ ผ. สูญหายไปได้ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้องไปได้เลย โดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบก่อน ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาเป็นหนังสือและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกับคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีครบถ้วนแล้ว ย่อมเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะเกษียนไว้ในคำฟ้องก็ตามโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานครไว้จากนายผไทรัฐ วงษ์วิวัฒนาวุฒิมีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัย ตลอดจนดูแลและป้องกันการขโมยทรัพย์สินในบริเวณสถานที่หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายผไทรัฐขับรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดภายในหมู่บ้านอยู่เจริญ ณ บ้านเลขที่ 24/765 ซึ่งเป็นบริเวณที่จำเลยได้รับการว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยต่อทรัพย์สินในบริเวณดังกล่าว ปรากฏว่ารถยนต์ได้ถูกโจรกรรมสูญหายไป จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลทรัพย์สินภายในหมู่บ้านมิให้สูญหาย กลับปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาภายในหมู่บ้าน และโดยจงใจหรือปราะมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ปล่อยให้มีการโจรกรรมรถยนต์คันที่โจทก์เอาประกันภัยไว้ โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้วเป็นเงิน 270,000 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ขอให้บังคับจำเลยนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์ซึ่งโจทก์ได้รับประกันภัยไว้แต่อย่างใด อันจะทำให้โจทก์สามารถอาศัยสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องให้ จำเลยรับผิดได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีที่รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยสูญหายไปหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายผไทรัฐ วงษ์วิวัฒนาวุฒิ มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยตลอดจนดูแลและป้องกันการขโมยทรัพย์สินในบริเวณสถานที่หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา

นายผไทรัฐได้นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เข้าไปจอดที่บ้านเลขที่ 24/765 ภายในหมู่บ้านอยู่เจริญ เช้าวันรุ่งขึ้นนายผไทรัฐทราบว่ารถยนต์ของตนสูญหายไป จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลรักษาทรัพย์สินภายในหมู่บ้านอยู่เจริญมิให้สูญหาย ได้กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาโจรกรรมเอารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนคืนทุนประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้วเป็นเงินจำนวน 270,000 บาท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยผู้ทำละเมิด เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญากันนายผไทรัฐเพื่อรับดูแลรักษารถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ผ

- 9964 กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์ของนายผไทรัฐตามสัญญา การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ตรวจตราและมีคนลักเอารถยนต์คันเกิดเหตุไปจากบริเวณหมู่บ้านอยู่เจริญได้ จึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อนายผไทรัฐ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อนายผไทรัฐทั้งในเรื่องสัญญาและละเมิด โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจากนายผไทรัฐมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่รถยนต์ของนายผไทรัฐสูญหายไปได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2538 ระหว่างบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทแอร์การ์ด จำกัด จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้รับฟังพยานหลักฐานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้องไปได้เลย โดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบก่อน ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเขียนคำพิพากษาไว้ในคำฟ้องหน้าแรกของโจทก์จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาเป็นหนังสือและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกับคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีครบถ้วนแล้วย่อมเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะเขียนไว้ในคำฟ้องก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้