Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3683/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภริยาที่อยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่มีสินเดิม ฝ่ายชายได้ 2 ส่วนฝ่ายหญิงได้ 1 ส่วน การยกให้ที่ดินที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สมบูรณ์ สำหรับปัญหาการครอบครองปรปักษ์นั้น มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย สินสมรสในส่วนของ ป. นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. สามีของป. จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะจัดการจำหน่ายจ่ายโอนได้เพราะมิใช่มรดกของ ท. การที่จำเลยที่ 1โอนทรัพย์สินส่วนนี้ของ ป.ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 3 ต่อมา จึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับสินสมรสส่วนของ ท.นั้น เป็นมรดกของ ท. ซึ่ง ป.ภริยาของ ท. กับจำเลยที่ 1 น้องของ ท.มีสิทธิได้รับคนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635 (2) จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท.มีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของ ท.โดยทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจตามป.พ.พ. มาตรา 1724 การขายทรัพย์มรดกเป็นเรื่องอยู่ภายในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกอย่างหนึ่งดังที่ ป.พ.พ. มาตรา 1736 และมาตรา 1740 บัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ถ้าผู้จัดการมรดกโอนขายทรัพย์มรดกให้แก่ผู้อื่นโดยไม่สุจริตหรือโดยสมยอมกัน ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบ ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 จำเลยที่ 3 รับโอนที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งเป็นสินสมรสของ ท.และ ป.จากจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าได้สมรู้หรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือรับโอนโดยไม่สุจริตอย่างไร ทั้งเป็นการรับโอนโดยมีค่าตอบแทน แม้การโอนก่อนหน้านี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะไม่สุจริต ก็ไม่อาจเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เป็นมรดกของ ท.ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 คงต้องเพิกถอนเฉพาะการโอนในส่วนที่เป็นสินสมรสส่วนของ ป. 1 ส่วน เท่านั้น จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นสินสมรสของ ท.และ ป. จากจำเลยที่ 1 โดยทราบว่ายังมีผู้อื่นนอกจากจำเลยที่ 1 ที่มีสิทธิรับมรดกของ ท. และจำเลยที่ 1ยังมิได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์ผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอนในฐานะผู้จัดการมรดกมีส่วนได้ทรัพย์มรดกรายนี้ในฐานะทายาทด้วยครึ่งหนึ่ง จึงให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนที่เกินสิทธิของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินโฉนดนี้ไม่เต็มทั้งแปลงโดยรับโอนเพียง 16 ไร่เศษ ในจำนวน 22 ไร่เศษ กล่าวคือต้องเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เกิน 1 ใน 3 ส่วน ของที่ดิน และเมื่อนำส่วนที่เพิกถอนไปรวมกับส่วนที่จำเลยที่ 1รับโอนไว้เองจำนวน 6 ไร่แล้ว ได้จำนวน 2 ใน 3 ส่วน ครบจำนวนตามสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของผู้จัดการมรดกยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1755 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสินสมรสส่วนของ ป. 1 ส่วนนั้น ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ท.จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างอายุความมรดกมาตัดสิทธิ ป.เจ้าของหรือโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าของในการติดตามเอาทรัพย์สินคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เกี่ยวกับสินสมรสส่วนของ ท. 2 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ท.นั้น การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการ ถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 1 จะยกอายุความ 1 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 237 ป.พ.พ. มาตรา 238 ป.พ.พ. มาตรา 525 ป.พ.พ. มาตรา 1336 ป.พ.พ. มาตรา 1635 ป.พ.พ. มาตรา 1724 ป.พ.พ. มาตรา 1736 ป.พ.พ. มาตรา 1740 ป.พ.พ. มาตรา 1754 ป.พ.พ. มาตรา 1755 ป.วิ.พ. มาตรา 249 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายทาและนางแปน โพธิ์ศรี แต่งงานกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ไม่มีบุตรด้วยกัน ระหว่างอยู่กินกันมีทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้เป็นที่ดิน ๓ แปลงคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ และเลขที่ ๒๔๙๖ และที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ ก่อนแต่งงานนายทาไม่มีสินเดิม ส่วนนางแปนมีสินเดิม นางแปนมีพี่อีก ๒ คน คือนายสุนีหรือนี กับนางแพง แต่ถึงแก่กรรมก่อนนางแปนแล้วทั้งสองคน โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นบุตรของนายสุนี โจทก์ที่ ๓ เป็นบุตรของนางแพง นายทาถึงแก่กรรมวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๒๘ ส่วนนางแปนถึงแก่กรรมวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นน้องชายของนายทา เป็นผู้จัดการมรดกของนายทา

เมื่อนายทาถึงแก่กรรมก่อนนางแปน สินสมรสของนายทาครึ่งหนึ่งย่อมตกได้แก่นางแปน เมื่อรวมกับสินสมรสส่วนของนางแปนแล้วเป็นทรัพย์มรดกของนางแปน ๒ ใน ๓ ส่วน ย่อมตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสาม ส่วนที่เหลืออีก ๑ ใน ๓ ส่วนจึงตกแก่จำเลยที่ ๑ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทากลับขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ ให้จำเลยที่ ๒ และขายที่ดินตาม น.ส.๓ ก. ให้จำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๒ ขายต่อให้จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๒ ใน ๓ ส่วน ตามโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ และโฉนดเลขที่๒๔๙๖ กับที่ดินจำนวนเนื้อที่ ๒ ใน ๓ ส่วน ตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ เป็นมรดกของนางแปนโพธิ์ศรี ซึ่งตกแก่โจทก์ทั้งสาม และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนายทาและนางแปนถึงแก่กรรมเกิน ๑ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทาได้แบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่๒๙๓๒ จำนวน ๑๐ ไร่ ให้นางตุ๊ ต่อมานางตุ๊โอนให้จำเลยที่ ๒ โดยเรียกค่าตอบแทน และจำเลยที่ ๑ขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวอีก ๖ ไร่ ให้จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงรับโอนที่ดินแปลงนี้เป็นเนื้อที่๑๖ ไร่ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ ๒ รับโอนที่ดินตาม น.ส.๓ ก.เลขที่ ๑๓๙๐ มาจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้โอนขายที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยที่ ๓โดยจำเลยที่ ๓ เสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต นายทามีสินเดิม ส่วนนางแปนไม่มีทรัพย์สินใด

ๆ หากฟังว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นสินสมรสจะต้องแบ่งให้กับนายทาก่อน ๒ ใน ๓ ส่วน อีก ๑ ส่วน จึงตกแก่นางแปน จำเลยที่ ๑ ในฐานะทายาทของนายทาและผู้จัดการมรดกโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ยังไม่เกินส่วนที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ รับโอนที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีมรดกเมื่อเกิน ๑ ปีแล้ว จึงขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒, ๒๔๙๖ และที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ จำนวน ๒ ใน ๓ ส่วน เป็นมรดกของนางแปนตกแก่โจทก์ทั้งสามให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน แล้วให้จำเลยที่ ๑ จัดการโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จำนวน ๒ ใน๓ ส่วน แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ ๓ ได้ถึงแก่กรรม ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้นายสมบูรณ์ โพธิ์ศรี เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า นายทามีสินเดิมมาก่อนสมรส การแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยไว้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยที่ ๒ นำสืบยังฟังไม่ได้ว่าขณะนายทาได้นางแปนเป็นภริยานายทามีสินเดิม ดังนั้น การแบ่งสินสมรสระหว่างนายทาและนางแปนในกรณีที่นายทาถึงแก่กรรมต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมียโดยคำนวณอย่างต่างฝ่ายต่างไม่มีสินเดิม นายทาได้ ๒ ส่วน นางแปนได้ ๑ ส่วน ดังศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ ส่วนหนึ่งจำนวน ๑๐ ไร่ ไม่ใช่ทรัพย์ในกองมรดกของนายทาและนางแปน เพราะนายทาและนางแปนได้ยกให้นางตุ๊ก่อนที่นายทาและนางแปนถึงแก่กรรม นางตุ๊ได้แสดงเจตนารับเอาและเข้าครอบครองทำกินจนได้สิทธิครอบครองปรปักษ์แล้ว และนางตุ๊ได้ขายให้จำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสามจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ไม่ได้

เห็นว่าจำเลยที่ ๒ กล่าวอ้างว่านางตุ๊เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนจำนวน๑๐ ไร่ ซึ่งนายทาและนางแปนยกให้ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าการยกให้ดังกล่าวได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงไม่สมบูรณ์ ที่ดินดังกล่าวยังเป็นสินสมรสระหว่างนายทาและนางแปนที่จะต้องแบ่งกันตามส่วนในกรณีที่นายทาถึงแก่กรรม สำหรับปัญหาการครอบครองปรปักษ์นั้น มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ ๒ ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

ส่วนจำเลยที่ ๓ได้ซื้อที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ จากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งได้มีการจดทะเบียนการซื้อขายแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว เห็นว่าสินสมรสในส่วนของนางแปน ๑ ส่วนนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้จัดการมรดกของนายทาก็ไม่มีสิทธิที่จะจัดการจำหน่ายจ่ายโอนได้เพราะมิใช่มรดกของนายทา การที่จำเลยที่ ๑ โอนทรัพย์สินส่วนนี้ของนางแปนให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ โอนให้จำเลยที่ ๓ ต่อมาจึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับสินสมรสส่วนของนายทา ๒ ส่วนนั้น เป็นมรดกของนายทา ซึ่งนางแปนภริยาของนายทากับจำเลยที่ ๑ น้องของนายทามีสิทธิได้รับคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๓๕ (๒)

จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทามีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของนายทาโดยทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๔ การขายทรัพย์มรดกเป็นเรื่องอยู่ภายในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกอย่างหนึ่งดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓๖และมาตรา ๑๗๔๐ บัญญัติให้อำนาจไว้ แต่ถ้าผู้จัดการมรดกโอนขายทรัพย์มรดกให้แก่ผู้อื่นโดยไม่สุจริตหรือโดยสมยอมกัน ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ในกรณีของจำเลยที่ ๓ ผู้รับโอนที่ดิน

น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ จากจำเลยที่ ๒นั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ได้สมรู้หรือคบคิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือรับโอนที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริตอย่างไร ทั้งเป็นการรับโอนโดยมีค่าตอบแทน แม้การโอนก่อนหน้านี้ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ จะไม่สุจริต ก็ไม่อาจเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ในส่วนที่เป็นมรดกของนายทาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๘ คงต้องเพิกถอนเฉพาะการโอนในส่วนที่เป็นสินสมรสส่วนของนางแปน ๑ ส่วนเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๒ ผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ นั้น จำเลยที่ ๒ ทราบว่ายังมีผู้อื่นนอกจากจำเลยที่ ๑ ที่มีสิทธิรับมรดกของนายทา ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๒ รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒จากจำเลยที่ ๑ โดยทราบว่าจำเลยที่ ๑ ยังมิได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต

โจทก์ทั้งสามผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวได้แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โอนในฐานะผู้จัดการมรดกมีส่วนได้ทรัพย์มรดกรายนี้ในฐานะทายาทด้วยครึ่งหนึ่ง จึงให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนที่เกินสิทธิของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๒ รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ ไม่เต็มทั้งแปลง โดยรับโอนเพียง ๑๖ ไร่เศษ ในจำนวน ๒๒ ไร่เศษ กล่าวคือ ต้องเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เกิน ๑ ใน ๓ ส่วน ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ และเมื่อนำส่วนที่เพิกถอนไปรวมกับส่วนที่จำเลยที่ ๑ รับโอนไว้เองจำนวน ๖ ไร่แล้ว ได้จำนวน ๒ ใน๓ ส่วน ครบจำนวนตามสิทธิของโจทก์ทั้งสาม ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ได้ทรัพย์มาจากกองมรดกของนายทาและนางแปน

จำเลยที่ ๒ ย่อมใช้สิทธิของกองมรดกยกเอาอายุความ ๑ ปี ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกมาจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก จึงเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของผู้จัดการมรดก ยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๕ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสินสมรสส่วนของนางแปน ๑ ส่วนนั้น ดังวินิจฉัยมาแล้วว่าไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายทา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่อาจอ้างอายุความมรดกมาตัดสิทธินางแปนเจ้าของหรือโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของเจ้าของในการติดตามเอาทรัพย์สินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ เกี่ยวกับสินสมรสส่วนของนายทา ๒ ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทานั้น การที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทจำเลยที่ ๑ จะยกอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ ขึ้นต่อสู้ทายาทไม่ได้ ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยกอายุความมรดก ๑ ปี ขึ้นตัดฟ้องโจทก์ จึงรับฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เฉพาะส่วนที่เกิน ๑ ใน ๓ ส่วน ของที่ดิน และเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เพียง ๑ ใน ๓ ส่วน ของที่ดิน แล้วให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒และ น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๙๐ ยกเว้นส่วนที่เป็นของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งมิได้ถูกเพิกถอนดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยโฉนดเลขที่ ๒๙๓๒ ให้จำเลยที่ ๑ โอนให้โจทก์ทั้งสาม ๒ ใน ๓ ส่วนตามสิทธิของโจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๙๖ จำนวน ๒ ใน ๓ ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดยโสธร - นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายอรรถพร บู่สาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2539

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. และ น. อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2470 และต่อมาปี 2520 จึงได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธในข้อนี้ ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวป. และ น. เป็นสามีภริยากัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2548

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของ ส. เจ้ามรดกให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ ส. ทำไว้กับโจทก์ จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 วรรค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1107/2541

เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ อ.ตามคำสั่งศาลแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1719 และจะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8256/2538

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยซึ่งคู่ความรับกันแล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 378 ของจำเลยออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 15 ของโจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4254/2536

เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่ทายาทและไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเป็นเพียงแต่บุคคลอื่นที่ครอบครองทรัพย์สินของผู้ตาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทไม่จำต้องเรียกร้องเอาทรัพย์คืนภายใน 1 ปีตามอายุความมรดก เมื่อจำเลยทั้งสองไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้