Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3701/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับหลัง โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่า โจทก์นำเงินที่ได้จากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน จึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ว่าโจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเงินค่าอากรขาเข้าก่อน โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระ และมิได้อุทธรณ์การประเมิน โจทก์จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ ปรากฏว่าเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์มีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า ดังนั้น เมื่อโจทก์นำไปชำระค่าอากรขาเข้าก่อน จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติ "...ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น..." ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 11 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ป.พ.พ. มาตรา 328 ป.พ.พ. มาตรา 329

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 477,329.41 บาท และเงินเพิ่มตามใบขนเลขที่ 0103 00161060 อัตราเดือนละ 1,983.69 บาท ใบขนเลขที่ 0302 00460114 อัตราเดือนละ 539.58 บาท ใบขนเลขที่ 0103 00766068 อัตราเดือนละ 935.64 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 345,890.88 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง และตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2535 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 จำเลยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ 3 ครั้ง ตามใบขนสินค้าขาเข้า โดยจำเลยจะใช้สินค้าดังกล่าวเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้จำเลยวางประกันค่าอากรขาเข้าแต่ละใบขนเป็นเงิน 707,000 บาท 207,000 บาท และ 406,000 บาท ตามลำดับ จำเลยได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและวางประกันค่าอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับโดยใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยรับสินค้าไปแล้ว ต่อมาเมื่อครบ 1 ปี

จำเลยมิได้นำสินค้าดังกล่าวมาผลิตเป็นสินค้าแล้วส่งออก จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอรับอากรขาเข้าคืนและต้องชำระค่าอากรขาเข้ารวมทั้งเงินเพิ่มสำหรับสินค้าดังกล่าว โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,097,128 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและมิได้อุทธรณ์การประเมิน โจทก์จึงเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามจำนวนที่ค้ำประกันไว้ เมื่อธนาคารชำระหนี้แล้วยังมีหนี้ค่าภาษีค้างชำระรวม 345,890.88 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยคิดจากค่าภาษีจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ในการหักเงินที่ธนาคารผู้ค้ำประกันส่งมาชำระภาษีนั้น โจทก์มีนายวรวิทย์และนางพุฒินาถมาเบิกความเพียงว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระยังไม่คุ้มกับค่าอากรและเงินเพิ่ม ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้า

พิเคราะห์แล้ว ตามใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0103 00161060 และเลขที่ 0103 00766068 ตามลำดับ มิได้ระบุว่าเงินที่ธนาคารนำมาชำระนั้นหักชำระอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน เพียงแต่มีข้อความว่า โจทก์นำอากรขาเข้าและเงินเพิ่มมารวมกันแล้วลบด้วยจำนวนเงินที่ธนาคารส่งมาชำระแล้วระบุว่าชำระขาด 198,369.08 บาท และ 93,563.64 ตามลำดับ ส่วนใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าซึ่งเป็นการชำระค่าภาษีสำหรับสินค้าที่จำเลยนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0302 00460114 ระบุไว้ว่าเงินที่ธนาคารส่งมาชำระนั้น โจทก์นำไปหักชำระอากรขาเข้าก่อน แล้วจึงนำเงินที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม

เมื่อหักแล้วเงินเพิ่มคงค้างชำระ 53,958.16 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า กรณีตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับหลังนี้ โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปชำระเงินเพิ่ม ส่วนกรณีตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับแรก มีข้อสงสัยว่าโจทก์นำเงินที่ได้จากธนาคารไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อนหรือชำระเงินเพิ่มก่อน จึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากธนาคารไปหักชำระเป็นค่าอากรขาเข้าก่อน เมื่อปรากฏว่าเงินที่ธนาคารส่งให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค้ำประกันตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับมีจำนวนมากกว่าอากรขาเข้า

ดังนั้น เมื่อโจทก์นำไปชำระหนี้ค่าอากรขาเข้าก่อน จึงไม่มีอากรขาเข้าที่ค้างชำระอีกต่อไป เงินที่ขาดจำนวนอีก 345,890.88 บาท จึงเป็นเงินเพิ่มที่จำเลยยังค้างชำระ แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเงินอากร แต่มาตรา 112 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "...ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้น..." ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนจากเงินเพิ่มที่ค้างชำระจำนวน 345,890.88 บาท เพราะเป็นการคิดเงินเพิ่มทบต้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา ถนอมรอด · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ศุภชัย ภู่งาม
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายรัถยา สัตยาบันศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2080/2548

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม กำหนดให้เงินเพิ่มถือเป็นเงินอากร และตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 89/2 กำหนดให้เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079/2548

จำเลยนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น โดยสำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี และขอวางหนังสือค้ำประกันการชำระค่าอากรขาเข้า เมื่อครบกำหนดจำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตเพื่อส่งออก โจทก์ได้มีหนัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2546

การชำระหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน ต้องให้รายที่เก่าที่สุดเป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง แม้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม จะบัญญัติให้ถือว่าเงินเพิ่ม เป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3876/2531

ที่พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 จัตวาบัญญัติว่า เมื่อผู้นำของเข้านำเงินมาชำระค่าภาษีอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระจน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9145/2560

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ซึ่งจำเลยคำนวณเงินภาษีและเงินเพิ่มที่โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้