คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ผู้ตายเป็นอาของโจทก์ทั้งสอง ไม่มีทายาทอื่นใดอีกเลยนอกจากโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ใช่ทายาท จึงขอให้ศาลพิพากษาห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่า นายศิริบิดาจำเลยเป็นบุตรนางหรุ่มซึ่งเป็นน้องผู้ตาย นายหรุ่มและนายศิริตายไปแล้ว จำเลยเป็นบุตรนายศิริ จึงเป็นทายาท มีสิทธิรับมรดกแทนที่ จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่าเป็นบุตรนางเหลี่ยม ซึ่งเป็นน้องผู้ตาย จึงมีสิทธิรับมรดกด้วย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายศิริและไม่ใช่บุตรที่บิดารับรองแล้ว จึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายศิริ และเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นบุตรนางเหลี่ยม จึงไม่มีสิทธิรับมรดก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุตรนายศิริและบิดาได้รับรองแล้วจึงมีสิทธิรับมรดก
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบุตรนางนงลักษณ์กับนายอมร หรือศิริ แต่นางนงลักษณ์เป็นภรรยานายอมรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ู จึงไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอมร แต่จะเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้วหรือไม่นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าหลักฐานทางสูติบัตรและทะเบียนสำมะโนครัวลงว่านายอมรหรือศิริเป็นบิดาจำเลยที่ ๑ และมีพฤติการณ์ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า นางนงลักษณ์เป็นภรรยานายอมรมานานและอยู่ร่วมเรือนเดียวกันโดยเปิดเผย นายอมรได้เคยแนะนำนางนงลักษณ์ต่อบุคคลอื่นว่าเป็นภริยา ก่อนนายอมรจะตาย ๔ วัน นายอมรไปที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจะแจ้งการเกิดของจำเลยที่ ๑ ด้วยตนเอง แต่ไม่สบายต้องกลับเสียก่อน แล้วให้นางไปล่ไปแจ้งแทน ดังนี้ ฟังได้ว่านายอมรได้รับรองเด็กชายโอภาศจำเลยที่ ๑ เป็นบุตรแล้ว จึงถือว่าเด็กชายโอภาศ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายอมร มีสิทธิรับมรดกได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.