Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3753/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาจะซื้อขายและได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 ลูกหนี้ต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ แม้ลูกหนี้จะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา และเจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกข้อตกลงกันอย่างไร ก็เป็นเอกสารที่ได้กระทำขึ้นภายหลังที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 630,701 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 470,000บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาไม่ชอบจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี

คงเรียกได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีอย่างไรก็ตามเจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จึงมีสิทธิขอคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 21 สิงหาคม 2537 จำนวน 24,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 24,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2537 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มกราคม 2538 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวน24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 มีนาคม 2538จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 เมษายน2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6พฤษภาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำนวน 24,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันที่ 29 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 14 สิงหาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 ธันวาคม 2538 และจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่21 กันยายน 2537 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงย่อยโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์

แปลงที่ ดี 15 เนื้อที่ 90 ตารางวา ราคาตารางวาละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน2,250,000 บาท จากลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าในวันทำสัญญาจำนวน110,000 บาท และผ่อนชำระเงินล่วงหน้าที่เหลืออีก 360,000 บาท เป็นรายเดือน ทุกวันที่ 21 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2538 ส่วนที่เหลือจำนวน 1,780,000 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้วเจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่5 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหนี้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม2541 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แต่เจ้าหนี้เพิกเฉยคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนว่า

เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 คงเหลือเงินงวดสุดท้ายจำนวน1,780,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อย คดีไม่ปรากฏว่าลูกหนี้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเมื่อใด แต่เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาโดยยอมให้มีการปลูกสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ในโครงการนี้อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 7 เจ้าหนี้จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 และ 8กุมภาพันธ์ 2541 ไปยังลูกหนี้ แล้วลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย

เจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ลูกหนี้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เมื่อลูกหนี้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกว่าประสงค์จะชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไปตามเอกสารหมาย ต.3 แสดงว่าเจ้าหนี้มิได้มีเจตนาเลิกสัญญานั้น เห็นว่า แม้เอกสารหมาย ต.3 จะมีข้อความว่า"ข้าพเจ้านางพรพรรณ

กมลจิตร์ประภา มีความต้องการจะใส่ชื่อในสัญญาโฉนดที่ดินเปล่าโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลง ดี 15 เป็น 2 คน โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกัน และมีความรับผิดชอบที่จะต้องชำระเงินร่วมกัน ดังนี้ คือ 1. นางชุลีกร กมลจิตร์ประภา2 พ.อ. อเนก เหรียญตระกูล ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมที่จะรับโอนเนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ จึงขอให้บริษัททำการเลื่อนเวลาออกไป" แต่เอกสารดังกล่าวได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567

โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้