Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3765/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่โจทก์ทำไว้กับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของอาคารพิพาทจะสิ้นสุดแล้วหรือไม่โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และเมื่อสัญญาเช่าช่วงครบกำหนด โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าช่วงโดยชอบแล้วจำเลยจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอยู่ในอาคารพิพาทได้ต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากอาคารพิพาทห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๑,๘๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ ๑,๒๐๐ บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยยกเหตุเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้ ๒ ประการคือ โจทก์ไม่ได้นำสืบให้สมอันปราศจากสงสัยว่า การมอบอำนาจได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายจริงหรือไม่ประการหนึ่ง และโจทก์ฟ้องคดีหลังจากสิ้นสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังแล้วประการหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการมอบอำนาจนั้นโจทก์มีนายจรูญ รัตนศิริพรหมประธานกรรมการ โจทก์เบิกความว่าคณะกรรมการของโจทก์ได้มีมติให้พยานดำเนินการฟ้องคดีนี้แทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายจรูญ รัตนศิริพรหมกับนายวิรัช วัฒนกูล หรือกับนายบุญหา

สุนทรไชยา ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ซึ่งปรากฏตามใบแต่งทนายความว่าบุคคลทั้งสามได้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความ ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายจรูญ รัตนศิริพรหม กับนายวิรัช วัฒนกูลหรือกับนายบุญทา สุนทรไชยา ฟ้องคดีแทนโดยชอบแล้ว ส่วนเรื่องที่โจทกฟ้องคดีหลังจากสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังสิ้นสุดแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ เมื่อจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวประการใด อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่โจทก์ทำไว้กับกระทรวงการคลังจะสิ้นสุดแล้วหรือไม่

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาของจำเลยที่โต้เถียงว่า สัญญาจ้างผู้จัดการตามเอกสารหมาย จ.๓ หรือ จ.๒ เป็นนิติกรรมอำพรางการให้เช่าช่วงอาคารพิพาทนั้น ถึงแม้จะฟังได้ว่าเป็นความจริง แต่ตามสัญญาจ้างผู้จัดการดังกล่าวได้ว่าจ้างมีกำหนด ๕ ปี ซึ่งครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ จึงจะต้องถือว่า โจทก์จำเลยตกลงกันให้การเช่าช่วงอาคารพิพาทมีกำหนดเวลาและสิ้นสุดลงตามวันเดือนปีดังกล่าวด้วย และคู่ความรับกันว่าเมื่อสัญญาจ้างผู้จัดการสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๒๕ บอกเลิกจ้างจำเลย และต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ไปถึงจำเลย ยืนยันไม่ต่ออายุสัญญาให้จำเลยกับเร่งรัดให้จำเลยและครอบครัวพร้อมบริวารออกไปจากอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย

ล.๔๕ หรือจ.๘ จึงต้องแปลว่าเมื่อสัญญาเช่าช่วงครบกำหนดแล้ว โจทก์ได้บอกเลิกการเช่าช่วงโดยชอบแล้วเช่นเดียวกัน ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะอยู่ในอาคารพิพาทได้ต่อไป ส่วนประเด็นค่าเสียหายที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เพราะสัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๕ สิทธิในการใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทย่อมหมดสิ้นลงตามอายุสัญญาเช่านั้น ปรากฎว่าปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เคียง บุญเพิ่ม · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายคมสัน ศรีทองสุก
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้