Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งปลัดอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินตามโครงการ กสช.ได้สั่งให้คณะกรรมการสภาตำบลแก้ไขหลักฐานการเบิกจ่ายเงินให้เกินความเป็นจริง แล้วจำเลยเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต ดังนี้ แสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะกระทำการทุจริตโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน มิใช่ว่าจำเลยกระทำโดยชอบด้วยอำนาจในตำแหน่งแล้วกระทำการทุจริตในภายหลัง จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา148 เท่านั้น หาเป็นความผิดตามมาตรา 149 อีกด้วยไม่แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 148 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นปลัดอำเภอ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยาเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนายอำเภอดอกคำใต้มีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการสร้างงานในชนบท(กสช.) มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานการเบิกเงินตามโครงการซึ่งคณะกรรมการสภาตำบลทุกตำบลในอำเภอดอกคำใต้ได้ส่งมาขอเบิกเงินแล้วดำเนินการเพื่อขออนุมัติสั่งจ่ายเงินทั้งมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่คณะกรรมการสภาตำบลต่าง ๆ ด้วยจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตคือเมื่อคณะกรรมการสภาตำบลได้ทำหลักฐานขอเบิกเงินค่าแรงราษฎรที่มาทำงานตามความเป็นจริงเสนอให้จำเลยตรวจสอบและดำเนินการเบิกจ่ายแต่จำเลยได้จงใจถ่วงเรื่องไว้ แล้วได้ข่มขืนใจนายมีประธานกรรมการสภาตำบลและกรรมการด้วยการให้บุคคลดังกล่าวกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงงานของราษฎรให้สูงกว่าความเป็นจริง แล้วให้นายมีกับพวกใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการขอเบิกเงินทำให้มีเงินเหลือจ่ายเพื่อจำเลยจะได้เอาไว้เป็นประโยชน์ของจำเลยหากนายมีกับพวกไม่กระทำตามก็ไม่สามารถเบิกเงินจากทางราชการไปจ่ายให้แก่ราษฎรที่มาทำงานได้จึงเป็นเหตุให้นายมีกับพวกต้องจำยอมทำตามผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาหลงเชื่อได้อนุมัติจ่ายเงินตามหลักฐานดังกล่าว แล้วจำเลยได้เรียกและรับเงินจำนวน 110,000 บาทที่จำเลยได้บังคับข่มขืนใจให้นายมีกับพวกปลอมและทำหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงอันเป็นเท็จแล้วนำไปเบิกเงินเกินมาแล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยมิชอบและโดยทุจริตเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 148, 149, 151, 157, 161, 162,264, 265, 266, 268, 83, 84 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 110,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148, 149 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 10 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 100,000บาทแก่ทางราชการ ความผิดอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสภาตำบลบ้านถ้า อำเภอดอกคำใต้จังหวัดพะเยาซึ่งนายมีเป็นประธานกรรมการได้รับจัดสรรเงินจากรัฐบาลเพื่อดำเนินการพัฒนาท้องถิ่นตามโครงการ กสช. ในระหว่างดำเนินงานตามโครงการนั้นคณะกรรมการสภาตำบลบ้านถ้ำทำหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงที่ราษฎรมาทำงานเต็มตามโครงการทั้งหมดซึ่งเป็นความเท็จโดยเบิกเงินเกินกว่าความเป็นจริง 200,000 บาทแล้วนายมีนำเงิน 90,000บาทส่งคืนให้แก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยายังขาดอยู่110,000 บาทขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยามีหน้าที่รับผิดชอบงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพได้รับคำสั่งจากนายอำเภอให้แนะนำช่วยเหลือคณะกรรมการสภาตำบลในการจัดทำโครงการ

กสช. ตลอดจนแนะนำช่วยเหลือกำกับดูแลผลการดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามโครงการกับเป็นกรรมการรักษาเงินสำรองจ่ายตามโครงการ กสช. ด้วยจำเลยเป็นผู้สั่งคณะกรรมการสภาตำบลบ้านถ้ำแก้ไขหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าแรงให้เกินกว่าความเป็นจริง แล้วจำเลยเอาเงินจำนวน 110,000 บาทที่ได้จากการกระทำดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตเช่นนี้การกระทำของจำเลยแสดงว่าจำเลยมีเจตนามาแต่แรกที่จะกระทำการทุจริตโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนมิใช่ว่าจำเลยกระทำโดยชอบด้วยอำนาจในตำแหน่งแล้วกระทำการทุจริตในภายหลังการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148 เท่านั้นหาเป็นความผิดตามมาตรา 149 อีกด้วยไม่ และที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 110,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วยนั้นเมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 เพียงบทเดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้หรือคืนราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148 เพียงบทเดียวกับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 110,000 บาทแก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
แหล่งที่มา
1แผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2505

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ลงโทษเจ้าพนักงานผู้เรียกรับ หรือยอมรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งของตนแต่จำเลยแกล้งจับผู้เสียหายมาแล้วขู่เอาเงินจึงเป็นความผิดตามมาตรา 148 ไม่ใช่ 149 ความผิดตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2565

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 จะต้องได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส. โดยชอบ กล่าวคือ จับกุมขณะ ส. กำลังเล่นการพนัน แล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจาก ส. เพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี เมื่อจำเลยกับพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4604/2558

ป.วิ.อ. มาตรา 43 ที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนในคดียักยอกทรัพย์นั้น หมายรวมทั้งคดีเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 147 ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17235/2555

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" รวมถึงข้าราชการด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2541

คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจให้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ไปเรียกเก็บเงินจากบรรดาคนขับรถยนต์บรรทุกที่แล่นผ่านไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้