คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1,576,654 บาท
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,070,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ขอให้บังคับคดีระหว่างการบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายอายัดเงินของจำเลยโดยโจทก์สืบทราบมาว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้นางสุจริต มนัสวันต์ ซึ่งรับราชการตำแหน่งพนักงานตรี แผนกรักษาพระราชฐานชั้นใน กองวังสำนักพระราชวังและนางสุจริตได้ทำหนังสือยินยอมให้กองคลังสำนักพระราชวังหักเงินเดือนของตนส่งชดใช้หนี้ให้แก่จำเลย โดยผู้บังคับบัญชาของนางสุจริตได้มีคำสั่งอนุมัติแล้ว ยังคงเหลือเงินที่จำเลยมีสิทธิได้รับอีก 32,800 บาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน
คือ ที่หักไว้แล้ว 4,800บาท และจะต้องหักไว้ทุก ๆ เดือน เดือนละ 1,200 บาท จนครบ 28,000 บาทโจทก์ได้เคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว แต่ถูกยกคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายอายัดเงินจำนวนดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าเงินเดือนของนางสุจริต มนัสวันต์ ที่กองคลังสำนักพระราชวังหักไว้แล้ว และที่จะต้องหักไว้ชำระหนี้ให้แก่จำเลย โจทก์จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ได้หรือไม่ เห็นว่าการที่ นาง สุจริตทำหนังสือยินยอมให้กองคลัง
สำนักพระราชวัง หักเงินเดือนของตนส่งชดใช้หนี้ให้แก่จำเลยนั้น มีผลเท่ากับนางสุจริตมอบอำนาจให้จำเลยรับเงินเดือนแทนตนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลย เพราะสิทธิที่จะรับเงินเดือนของข้าราชการนั้นโอนกันไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์ย่อมจะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัด เงินตามหนังสือดังกล่าวไม่ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นควรทำการไต่สวนคำร้องของ โจทก์เสียก่อนมีคำสั่งนั้นเห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งได้แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องทำการไต่สวนคำร้องของ โจทก์ก่อนแต่อย่างใดพิพากษายืน