คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๑๓๘, ๑๓๙, ๑๔๐, ๓๐๙, ๓๑๐ ริบไม้ท่อนของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง, ๑๓๙ ประกอบมาตรา ๑๔๐ วรรคแรก, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษ ฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ ๖ เดือน ฐานข่มขืนใจเป็นกรรมเดียวกันมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานจำคุกคนละ ๑ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ๑ ปี ๑๒ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑๒ เดือน ริบของกลาง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๐ วรรคแรก และมาตรา ๓๐๙ วรรคสอง มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๐ วรรคแรก จำคุกคนละ ๑ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะถูกนายประกันข่มขู่ว่าหากไม่ยอมรับสารภาพจะถอนประกัน คำรับสารภาพจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เห็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองต่อศาลไม่ปรากฏตามสำนวนว่ามีการข่มขู่แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าเป็นการรับสารภาพต่อศาลโดยความสมัครใจ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าถูกข่มขู่ให้รับสารภาพต่อศาล จึงถือว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นขึ้นอุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง
ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับวินิจฉัยให้ในปัญหานี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเพียงเจตนาเดียวคือป้องกันมิให้ผู้เสียหายทั้งห้าจับกุมตัวนายกิตติศักดิ์ ชูประเสริฐ เท่านั้น และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในทันทีทันใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน นายอดิเทพ ถิระวัฒน์ ผู้ช่วย นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ