คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2524 เวลากลางวันจำเลยกับพวกโดยมีปืนเป็นอาวุธ ได้บังอาจร่วมกันขู่เข็ญ ข่มขืนใจ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม พาเอาตัวนายสว่าง แก่นคล้าย ผู้เสียหายอายุกว่าสิบสามปีไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยผู้เสียหายเอาเงินไปไถ่ 3,000 บาทให้จำเลยและพวกหาไม่แล้วจำเลยและพวกจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพของผู้เสียหาย แล้วจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ที่บ้านหลังหนึ่ง ผู้เสียหายกับพวกจึงยอมชำระเงินจำนวน 3,000 บาทให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน และตำบลหนองธง อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุงเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 313, 337 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 11 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยแถลงขอต่อสู้คดีศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313(2), 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พศจิกายน2514 ข้อ 11 แต่จำเลยจัดให้ผู้เสียหายที่ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยผู้เสียหายมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิตแต่อย่างใด กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 316 ซึ่งกฎหมายให้ลงโทษน้อยกว่าที่กำหนดไว้แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จำคุก 4 ปี 6 เดือน คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ฟังว่าเงินจำนวน 3,000 บาทที่ผู้เสียหายจ่ายไปนั้น เป็นการจ่ายเพื่อชดใช้ราคาทรัพย์สินของทางราชการที่นายไพเราะหลานผู้เสียหายนำหลบหนีไป
หาได้จ่ายให้แก่จำเลยหรือพวกจำเลยเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตัวไม่ เงินดังกล่าวมิใช่ค่าไถ่ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบังคับผู้เสียหายเรียกค่าไถ่ และฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกรรโชกตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337, 83 ให้จำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงโทษตามมาตรา 56 มีกำหนด2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,000 บาทแก่ผู้เสียหายโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานจับตัวผู้เสียหายเรียกค่าไถ่ และจำคุกฐานกรรโชกในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อหากรรโชกซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในข้อหานี้จึงยุติไปแล้ว ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยพิพากษาลงโทษจำเลยได้อีก
คดีคงมีปัญหาว่า จำเลยมีความผิดฐานจับตัวผู้เสียหายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยกับพวกมีอาวุธเข้าไปพูดขู่บังคับให้ผู้เสียหายไปกับตนแล้ว บอกให้ตนในบ้านนำเงิน3,000 บาทไปไถ่ตัวผู้เสียหายหาไม่แล้วจะไม่ได้กลับนั้นย่อมฟังได้ว่า จำเลยกับพวกมีเจตนากระทำผิดและมีเจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ในการเอาตัวผู้เสียหายไปโดยวิธีขู่เข็ญ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมและข่มขืนใจผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313(2) แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะได้มาซึ่งค่าไถ่หรือไม่ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้รับเงินค่าไถ่ที่เรียกร้องแล้วมอบต่อให้แก่หัวหน้าทหารพรานเป็นค่าชดใช้ราคาทรัพย์สินของทางราชการที่นายไพเราะหลานผู้เสียหายเอาไป
เห็นว่าจำเลยก็ยังหาพ้นผิดฐานจับตัวผู้เสียหายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ไม่ ทั้งเงินค่าไถ่จำนวน 3,000 บาทรายนี้ แม้จำเลยกับพวกมิได้เอาไว้เป็นประโยชน์แก่ตนแต่ได้มอบให้แก่ทางราชการก็ตาม ก็เป็นการเอาไปจากผู้เสียหายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น