Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 3807)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา177ผู้กระทำจะต้องกระทำโดยเจตนาคือรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ตนนำมาเบิกความนั้นเป็นความเท็จจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและเบิกความตามคำร้องนั้นโดยเชื่อตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่ดินและความเห็นของทนายความโดยไม่มีเจตนาที่จะเบิกความเท็จการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ กองมรดกยังมีหนี้สินตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1736ต้องถือว่าทรัพย์มรดกยังคงอยู่ในระหว่างจัดการซึ่งมีสาระสำคัญว่าตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทมิได้ที่จำเลยยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่โจทก์จะฟังว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไม่ได้การที่จำเลยแบ่งขายที่ดินมรดกก็เป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่เจ้ามรดกทำไว้ก่อนตายกับผู้ซื้อถือไม่ได้ว่าเป็นการยักยอกทรัพย์มรดกของโจทก์เช่นกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 177, 180, 352, 354ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาเบิกความเท็จและข้อหาผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 352, 354 ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นให้ยกจำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 352 ประกอบกับมาตรา 354การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนโจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ว่า

โจทก์ที่ 1 ที่ 2และจำเลยไม่สามารถรับโอนมรดกที่ดินของนายเฮือนได้ เพราะพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายเฮือนฉบับที่นำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีรอยตราของเจ้าพนักงานประทับเป็นปัญหาขัดข้องที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้จำเลยจึงเชื่อตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานที่ดินที่ให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก จำเลยจึงได้ไปติดต่อนายอุทัย ชูไกรทองทนายความให้ดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ยังได้ความจากนายอุทัยพยานจำเลยว่า เมื่อได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับพินัยกรรมของนายเฮือนและผู้รับพินัยกรรมไม่สามารถโอนทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมที่สำนักงานที่ดินได้เพราะมีปัญหาขัดข้องแล้ว พยานมีความเห็นว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์

เท่ากับนายเฮือนไม่ได้ทำพินัยกรรม จึงได้ทำคำร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งจำเลยซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนายเฮือนเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างในคำร้องว่า นายเฮือนถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ และจำเลยก็ได้เบิกความไปตามคำร้อง การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ผู้กระทำจะต้องกระทำโดยเจตนา คือรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ตนนำมาเบิกความนั้นเป็นความเท็จ แต่ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักและเหตุผลที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและเบิกความตามคำร้องนั้น โดยเชื่อตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่ดินและความเห็นของทนายความโดยไม่มีเจตนาที่จะเบิกความเท็จ

การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จส่วนข้อหาว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์นั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากศาลได้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเฮือนแล้วจำเลยไม่จัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายเฮือนให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ผู้รับพินัยกรรม แต่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกตาม น.ส.3 เลขที่ 3593 เนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งตกเป็นของโจทก์ที่ 1 ตามพินัยกรรมใส่ชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและได้จดทะเบียนแบ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้มีชื่อ 4 รายส่วนที่ดินมรดกที่ตกเป็นของโจทก์ที่ 2 อีกหลายแปลง จำเลยก็ยังไม่จดทะเบียนโอนให้โจทก์ที่ 2 แต่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินบางแปลงใส่ชื่อจำเลยไว้ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกพยานหลักฐานจำเลยได้ความว่า หลังจากนายเฮือนตายแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีถึงที่สุดให้นายเอือนโดยจำเลยกับผู้มีชื่อ 2 คน ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนชำระหนี้แก่บริษัทยนตรภัณฑ์ จำกัด โจทก์เป็นเงินประมาณ 2 แสนบาท กับให้จำเลยคืนทรัพย์แก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงินแทนประมาณ 2 หมื่นบาท แสดงว่า กองมรดกของนายเฮือนยังมีหนี้สินตามคำพิพากษา และเจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้ ดังปรากฏข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่26 ตุลาคม 2535 วันที่ 30 ธันวาคม 2535 และวันที่ 9 กุมภาพันธ์2536 ดังนั้น ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736ต้องถือว่า ทรัพย์มรดกยังคงอยู่ในระหว่างจัดการ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทมิได้

ดังนั้นที่จำเลยยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะฟังว่า เป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ ส่วนการที่จำเลยแบ่งขายที่ดินมรดกตาม น.ส.3 เลขที่ 3593 ซึ่งตกเป็นของโจทก์ที่ 1ตามพินัยกรรมแก่ผู้มีชื่อ 4 รายนั้น จำเลยมีเอกสารหมาย ล.4ถึง ล.6 (2 แผ่น) ซึ่งเป็นลายมือเขียนลงชื่อนายเฮือนมาแสดงว่านายเฮือนมีสัญญาผูกพันที่จะต้องแบ่งขายที่ดินตาม น.ส. 3ดังกล่าวบางส่วนแก่บุคคลทั้งสาม กับอีก 1 ราย ซึ่งนายเฮือนได้มอบที่ดินให้ครอบครองแล้วแต่ไม่มีหลักฐาน โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ก็ทราบดีอยู่แล้ว โจทก์ที่ 1 มิได้เบิกความปฏิเสธในเรื่องนี้ เห็นว่า ที่โจทก์ที่ 1 ไม่ไปรับโอนที่ดินมรดกตามน.ส.3 เลขที่ 3593 พร้อมกับโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่สำนักงานที่ดินในวันเปิดพินัยกรรม

ณ ที่ว่าการอำเภอนั้น น่าจะเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 ทราบดีถึงพันธะผูกพันของนายเฮือนดังที่จำเลยนำสืบไม่ใช่เรื่องไม่มีเงินตามที่โจทก์ที่ 1 อ้าง การที่จำเลยแบ่งขายที่ดินมรดกของนายเฮือนตาม น.ส.3 แก่ผู้มีชื่อ 4 ราย จึงฟังได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามสัญญาของนายเฮือนที่ทำไว้ก่อนตายถือไม่ได้ว่าเป็นการยักยอกทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดในข้อหานี้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563

เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของ ช. และ ป. ตามลำดับ แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้หลายประการ เช่น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2563

เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. แล้ว จำเลยไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปทางหนึ่งทางใดตามอำเภอใจได้ แต่จักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้ โดยประการสำคัญ จำเลยมีห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18079/2555

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดก ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานยักยอก แต่ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานรับของโจร เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2554

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้ง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแล้วย่อมถือว่า จ. เป็นตัวแทนของทายาททั้งหมด มีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์มรดก ทั้งดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่กระทำความเสียหายแก่กองมรดกด้วย ดั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้