Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 - 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงานโดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือ ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งหมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์ หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือยกเลิกคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนส่งถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธาน/เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะกรรม จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ (ที่ถูก ต้องสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย) คดีในส่วนนี้ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด คู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ โดยหากทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดยอมแพ้คดี ส่วนหากทำไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยอมแพ้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อพร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อโดยจำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเอง และได้รับความเห็นชอบในการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการทำได้โดยชอบตามกฎหมาย โดยทำได้และทำโดยชอบ ฝ่ายโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า โดยถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของจำเลยที่ 2 โดยคิดเป็นร้อยละ 94.66 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด โจทก์ทั้งยี่สิบเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2531 เมื่อประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 โดยกรรมการผู้มีอำนาจได้ประกาศต่อสาธารณชนและแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอถอนหุ้นที่ซื้อขายออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเนื่องจากจำเลยที่ 2 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนร้อยละ 5.34 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งเป็นการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการกระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด

ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่มีนโยบายในการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของจำเลยที่ 1 ในจำเลยที่ 2 ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมรายปีที่ต้องชำระตามปกติ และหากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้จะมีผลต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เพื่อพิจารณาและมีมติในเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการแต่งตั้งบริษัท อ. เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของผู้ถือหุ้นทั่วไปเพื่อทำรายงานเสนอความเห็นและชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 2 มีมติอนุมัติให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้

ต่อมาคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พิจารณาคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่จำเลยที่ 2 ขอมาตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสาร ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (แบบ 247 - 4) โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อและจัดเตรียมคำเสนอซื้อ จำเลยที่ 1 เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ว่า ที่จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนนั้น

การที่ที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์การเพิกถอนหลักทรัพย์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีขั้นตอนในการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น โดยบริษัทจะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น มีการเสนอความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินในเรื่องของราคาหุ้นที่เหมาะสม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด หลังจากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทต้องยื่นคำขอเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติจึงมีการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จากผู้ถือหุ้น

เสร็จแล้วให้รายงานผลไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณากำหนดวันเพิกถอนหลักทรัพย์ ซึ่งในการจัดทำคำเสนอซื้อจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินเข้าร่วมในการจัดทำคำเสนอซื้อด้วย โดยในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ ทั้งได้มีการแจ้งการดำเนินการไปยังคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว และได้มีการอนุมัติให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ

การทำคำเสนอซื้อเพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ ข้อ 54 กำหนดว่า ให้นำข้อกำหนดในหมวด 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในหมวด 4 ข้อ 18 กำหนดให้ผู้ทำคำเสนอซื้อยื่นคำเสนอซื้อตามแบบ 247 - 4 พร้อมแบบตอบรับคำเสนอซื้อต่อสำนักงาน โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อ และที่ปรึกษาทางการเงินตามนิยามข้อ 1 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนฉบับดังกล่าว หมายความว่า ที่ปรึกษาทางการเงินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำคำเสนอซื้อและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ

แม้ต่อมาจะมีประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (ฉบับที่ 3) ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (4) ของข้อ 56 แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 โดยให้ใช้ข้อความว่า มูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแทนก็ตาม แต่ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทก.50/2559 ข้อ 4 ระบุว่า ก่อนการแก้ไขโดยประกาศฉบับนี้ ให้ถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการที่ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 56 (4) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศฉบับนี้แล้ว

ดังนั้น ขณะเกิดเหตุคดีนี้ประกาศที่ใช้บังคับคือประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.12/2554 เมื่อประกาศฉบับใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือว่ามูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของกิจการซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินตามข้อความในข้อ 56 (4) ฉบับก่อนแก้ไขกระทำได้แม้มิได้ประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นอิสระ ที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฎีกาว่า การทำหน้าที่ของที่ปรึกษาทางการเงินจะต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ในส่วนของที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ

ไม่อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันได้ เห็นว่า ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบที่ปรึกษาทางการเงินและขอบเขตการดำเนินงาน พ.ศ.2552 ข้อ 25 ที่ห้ามมิให้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 ในกรณีที่ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินจึงไม่อาจมีความเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการนั้น การเป็นที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นตามข้อ 24 เป็นการให้ความเห็นต่อผู้ถือหลักทรัพย์ของกิจการที่ถูกเสนอซื้อเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งในคดีนี้หมายถึงหลักทรัพย์ของกิจการจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกิจการที่ถูกเสนอซื้อหลักทรัพย์

หาใช่กิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อแต่อย่างใดไม่ ข้อ 24 ตามประกาศดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ตั้งตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตนเองในการดำเนินการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยที่ปรึกษาทางการเงินเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำคำเสนอซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและสามารถทำได้โดยชอบ อีกทั้งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยตามคำท้าครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เข้าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ตนเองเพื่อการดังกล่าวจึงกระทำได้โดยชอบ โจทก์ทั้งหมดต้องแพ้คดีตามคำท้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 27 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์ · พิศิฏฐ์ สุดลาภา · สันทัด สุจริต
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด แสงธรรม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.110/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้