Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา และจำเลยที่ 1แถลงในคดีอาญาว่าตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 80,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันแถลงจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จฯโดยโจทก์ยอมถอนคำร้องทุกข์เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในคดีอาญาให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และการที่จำเลยที่ 1 กระทำข้อตกลงกับโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอิสระเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาล ซึ่งจำเลยที่ 1มีอิสระที่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ได้ หามีใครบังคับไม่จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามนั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้จำนวน 80,000 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำยอมไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระ 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวภายในเดือนมีนาคม 2528 งวดที่ 2 ในจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับงวดแรกภายในเดือนมีนาคม 2529 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจำเลยที่ 2 จะชำระแทน แล้วโจทก์ได้ถอนคำร้องทุกข์คดีดังกล่าวหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินงวดแรกจำนวน 40,000 บาท

ส่วนดอกเบี้ยในต้นเงินงวดแรกและต้นเงินดอกเบี้ยงวดที่ 2 ไม่ยอมชำระถึงวันฟ้องเป็นหนี้ดอกเบี้ยโจทก์อยู่ 15,483 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง55,483 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์80,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่4 ธันวาคม 2527 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อไว้เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้องคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่เป็นการยอมรับสภาพหนี้โจทก์จะอ้างมาฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้เพราะไม่มีหนี้สินกันจริง

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ในต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2527เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวนหนึ่งและให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อีกจำนวนหนึ่ง ดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนไม่เกิน 15,483 (ที่ถูกเป็นดอกเบี้ยจำนวนแรกกับดอกเบี้ยจำนวนหลังคิดถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15,483 บาท ตามที่โจทก์ขอมา) หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที 1เป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค และโจทก์คดีนี้ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาด้วยต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2527 ทนายโจทก์คดีนี้และจำเลยที่ 1ได้แถลงในคดีอาญาว่า ตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันแถลงจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ โดยจำเลยที่ 1ขอแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระให้โจทก์ภายในเดือนมีนาคม 2528จำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย งวดที่ 2 ชำระภายในเดือนมีนาคม 2529 จำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้วทนายโจทก์กับจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ารายงานกระบวนพิจารณาของศาลในคดีอาญาดังกล่าวจะถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้นั้นยังไม่ได้เพราะไม่ใช่การกระทำที่มีอิสระของคู่ความนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว และจำเลยที่ 1ตกลงระงับข้อพิพาทในคดีอาญานั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ยอมถอนคำร้องทุกข์และจำเลยที่ 1 ยอมใช้หนี้ให้โจทก์ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และการที่จำเลยที่ 1กระทำข้อตกลงกับโจทก์ข้างต้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอิสระเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาล ซึ่งจำเลยที่ 1มีอิสระที่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ได้ หามีใครบังคับไม่เมื่อจำเลยที่ 1 สมัครใจตกลงเช่นนี้ จึงต้องผูกพันตามนั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2568

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นนอกศาล ไม่อาจยกเลิกเพิกถอนหรือลบล้างผลของคำพิพากษาในคดีเดิม รวมทั้งไม่กระทบถึงสิทธิในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าในร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568

ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2567

ตามรายงานการประชุมการไกล่เกลี่ยครั้งที่ 3 ปรากฏข้อความในช่องรายการอื่น ๆ ว่า โจทก์ตกลงถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองเสนอให้ขายที่ดินพิพาทในราคาไม่ต่ำกว่า 30,000,000 บาท ภายใน 1 ปี หากไม่มีผู้ซื้อ จำเลยที่ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส รวมทั้งอาคารพักพนักงานจำนวน 2 ชั้น ฯลฯ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2567

ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานได้ความว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้