Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3839/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับตามสัญญาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่ามีทุนทรัพย์พิพาทกันเพียง 300,000 บาท ก็ตาม แต่คำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้กับค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ต่อศาล คำขอบังคับส่วนนี้มุ่งประสงค์บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายรวมราคาซื้อขายไว้เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองชนะคดีโจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทที่มีราคาดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีจึงเกินกว่า 300,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปรับเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน 45 ตารางวา และปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และหักกลบลบหนี้ค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาให้โจทก์ทั้งสองไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาล ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ที่ดินพิพาทบางส่วนที่ซื้อขายต้องตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดแสวงหาและชำระค่าที่ดินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้มีที่ดินทำประโยชน์และก่อสร้างอาคารเพื่อขายให้เช่าภายใน 30 วัน นับแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อรวมค่าเสียหายที่โจทก์ให้จำเลยชำระจำนวน 300,000 บาท กับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระท้ายฟ้องคดีนี้แล้ว จึงมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย วกไปวนมาในลักษณะเล่าเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ทำให้เข้าใจยาก แต่เมื่อพิจารณาประกอบสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน และจดหมายที่จำเลยที่ 1 มีถึงโจทก์ที่ 2 ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2557 แล้วพอสรุปสาระสำคัญได้ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายอาคารทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 121333 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 45 ตารางวา ในราคารวมค่าเฟอร์นิเจอร์และค่าตกแต่งเป็นเงิน 600,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ผู้จะซื้อได้ชำระค่าตกแต่งบ้านเป็นเงิน 35,000 บาท และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินจำนวนเงิน 32,000 บาท แล้ว โดยมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 10 ว่า

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที และโจทก์ที่ 2 ผู้จะซื้อต้องส่งมอบบ้านคืน หรือฝ่ายจำเลยที่ 1 ผู้จะขายต้องส่งมอบเงินที่รับไปแล้วคืนทั้งหมดพร้อมชำระเบี้ยปรับเพิ่มอีกร้อยละ 50 ของราคาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินข้างต้นพร้อมค่าเสียหายอื่น ๆ โดยไม่ชักช้า ต่อมาโจทก์ที่ 2 นำบ้านพร้อมที่ดินตามสัญญาไปขายต่อให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อให้เข้ามาพัฒนาที่ดินและปลูกสร้างอาคาร แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ไปติดต่อขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ และนำเอกสารให้เจ้าของบ้านข้างเคียงคือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงนามรับรองแนวเขตข้างเคียง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ยอมลงนาม เป็นเหตุให้การขออนุญาตต้องหยุดดำเนินการ โดยจำเลยทั้งสี่แจ้งเหตุไม่ยอมลงนามว่า ที่ดินที่ขายให้แก่โจทก์ที่ 2 นั้น

มีเนื้อที่เพียง 18 ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก 27 ตารางวา เป็นทางสาธารณประโยชน์ของโครงการ และสรุปข้อกล่าวหาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายและจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กับมีคำขอบังคับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดิน 45 ตารางวา และปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินลงวันที่ 7 เมษายน 2557 บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้ค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้จะซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้ และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาล

ดังนี้ เห็นว่า แม้คำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองในข้อที่ 1 โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เบี้ยปรับตามสัญญาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่ามีทุนทรัพย์พิพาทกันเพียง 300,000 บาท เพราะดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดจากจำเลยนับถัดจากวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องเป็นดอกเบี้ยในอนาคตที่ไม่อาจนำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์พิพาทกันในคดีก็ตาม แต่คำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย และหักกลบลบหนี้กับค่าบ้านที่คงเหลือที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้โจทก์ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้และวางเงินคงเหลือไว้ต่อศาลนั้น คำขอบังคับส่วนนี้ของโจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์บังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาท ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายรวมราคาซื้อขายไว้เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองชนะคดีโจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทที่มีราคาดังกล่าว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีจึงเกินกว่า 300,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาวกไปวนมาสรุปสาระสำคัญว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนั้น

ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าควรให้ชดใช้มากน้อยหนักเบาต่างกันอย่างไร การในส่วนนี้ยังคงอยู่ในดุลพินิจของศาล โจทก์ทั้งสองจึงไม่สามารถกำหนดเป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องคดีได้นั้น เห็นว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีหน้าที่ต้องประเมินความเสียหายจากการที่จำเลยผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และมีคำขอบังคับระบุจำนวนมาในคำขอท้ายฟ้องให้ชัดแจ้งเพื่อเป็นข้อบ่งชี้ถึงอำนาจศาล อำนาจของผู้พิพากษา และองค์คณะผู้พิพากษาที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ถูกต้อง ส่วนในที่สุดศาลจะพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองแพ้หรือชนะคดีได้รับค่าเสียหายเพียงใดก็จะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณากำหนดให้ตามกฎหมายและตามพยานหลักฐานในคดี

ดังนั้น ตามคำขอบังคับข้อ 2 ที่โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจริงให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งให้ชดใช้เป็นเงินจำนวนเท่าใด แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ..." ก็ตาม แต่ข้อความต่อไปในคำขอบังคับข้อ 2 ที่ว่า หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอม ให้ใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาให้ผู้ซื้อไปโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินได้ และวางเงินคงเหลือไว้ที่ศาลนั้น เมื่อพิจารณาประกอบคำบรรยายฟ้องและสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน พอเข้าใจได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว

หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยินยอมก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ผู้จะซื้อได้ อันเป็นการฟ้องบังคับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาทตามสัญญาซึ่งระบุราคาไว้ชัดเจน เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · อุดม สิทธิวิรัชธรรม · ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ศาลล่าง
ศาลแขวงพิษณุโลก - นางสาวศิริรัตน์ สุขภูติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางสาวมาลี เตชะจันตะ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2364/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ366/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ351/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้