Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษ อ. และ ส. กับพวก ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ การที่ อ. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนหนึ่งกว่า 1,000 ไร่ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่า และ ส. สามีกับผู้คัดค้านที่ 2 ภริยาได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ นั้น โดยการปลูกอ้อยและส่งขายให้แก่โรงงานน้ำตาล พฤติการณ์จึงเป็นการใช้ ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า การกระทำของ อ. และ ส. จึงเข้าลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (15) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 2 รายการ คือ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาดังกล่าวจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายแล้วรวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินตามคำร้องด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 86,107.41 บาท และของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 790,177.95 บาท รวมเป็นเงิน 876,285.36 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า พนักงานอัยการดำเนินคดีแก่นายสมโภชและนายอัมรินทร์กับพวกที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว ในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเข้าไปปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินในเนื้อที่ดังกล่าวนั้น

ศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่มีเหตุสงสัยตามสมควรว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ลงโทษ สำหรับที่ดินส่วนที่นายอัมรินทร์เข้ายึดถือครอบครองข้างต้นมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 41586 เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 41587 เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 41592 เนื้อที่ 36 ไร่ 70 ตารางวา นั้น อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว นายอัมรินทร์อุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทยยกอุทธรณ์

นายอัมรินทร์กับพวกนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองนครราชสีมา) ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายอัมรินทร์ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปลูกอ้อยในที่ดินประมาณ 214 ไร่ ในที่ดินที่นายอัมรินทร์ครอบครอง ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาของนายสมโภชและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 และนายสมโภชปลูกอ้อยในที่ดิน 1,095 ไร่ ซึ่งเช่าจากนายอัมรินทร์ ที่ดินดังกล่าวข้างต้นตั้งอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต่อมาในปี 2557 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดรายนายสมโภชกับพวก

พบว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า นายสมโภชกับพวกมีพฤติการณ์แห่งการกระทำอันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะได้รับจากการขายอ้อยที่ปลูกเฉพาะในส่วนที่ดินสาธารณประโยชน์จากโรงงานน้ำตาลครบุรี ในปีการผลิต 2557/2558 โดยหักค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อย ค่าบรรทุกอ้อยและเงินทุนปลูกอ้อย และแจ้งคำสั่งไปให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และโรงงานน้ำตาลครบุรีทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานและทรัพย์สินพร้อมดอกผล ที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พนักงานอัยการได้ฟ้องนายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกรวม 10 คน ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยปลูกอ้อยประมาณ 3,500 ไร่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีอาญาดังกล่าวและศาลจังหวัดสีคิ้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี 2496 แต่ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่าจำเลยทั้งสิบเพิ่งทราบว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อมีป้ายประกาศปิดไว้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสิบมีเจตนายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบ

ดังนั้น การที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกเข้าไปยึดถือครอบครองและปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2496 และศาลจังหวัดสีคิ้วกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษนายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นายอัมรินทร์นำที่ดินซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์จำนวนกว่า 1,000 ไร่ ให้ผู้คัดค้านที่ 2 เช่า และนายสมโภชกับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์โดยการปลูกอ้อยและส่งขายให้แก่โรงงานน้ำตาลเป็นเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ พฤติการณ์จึงเป็นการใช้

ยึดถือ หรือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้า การกระทำของนายอัมรินทร์และนายสมโภชจึงเข้าลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (15) ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาของนายอัมรินทร์และนายสมโภชตามลำดับ จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินพร้อมดอกผลซึ่งได้แก่ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิได้รับจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 จำนวน 86,107.41 บาท และที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิได้รับจำนวน 790,177.95 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ในข้อนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ที่ดินที่ปลูกอ้อยเนื้อที่ 70 ไร่ ผู้คัดค้านที่ 1 เช่ามาจากญาติของนายอัมรินทร์ ซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 41586 แต่ภายหลังกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,095 ไร่ จากนายอัมรินทร์ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพิ่งทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อมีการปักป้ายประกาศในปี 2554 แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาว่า

นายอัมรินทร์และนายสมโภชกับพวกมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่พนักงานอัยการฟ้องในคดีดังกล่าว จึงฟังได้ว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะนำสืบในคดีนี้ว่า ตนเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ตาม ประกอบกับนายอัมรินทร์นำสืบรับข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดสีคิ้วว่า ตนรวมถึงญาติพี่น้องและบุตรปลูกไม้สักในพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ส่วนนายสมโภชนำสืบว่า เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1,083 ไร่ โดยเช่ามาจากโรงงานน้ำตาลครบุรี โดยโรงงานน้ำตาลครบุรี

เช่าที่ดินดังกล่าวจากนายอัมรินทร์ ภายหลังนายสมโภชจึงทำสัญญาเช่ากับนายอัมรินทร์โดยตรง นายสมโภชทำประโยชน์ได้ประมาณ 12 ปี ทั้งนายอัมรินทร์ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ว่า นายอัมรินทร์ประกอบอาชีพที่อำเภอปักธงชัยโดยทำการเกษตร เช่น ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ต่อมาได้ปลูกไม้สักเมื่อปี 2534 จนปัจจุบัน และปลูกอ้อยเมื่อปี 2546 จนปัจจุบันจำนวน 140 ไร่ นายอัมรินทร์และครอบครัวมีที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ โคกหนองกรุง-หนองแก้ว ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ไร่ เป็นของนายอัมรินทร์ที่ปลูกต้นสัก ปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลัง รวมกันประมาณ 400 ไร่ ที่เหลือเป็นของลูก

ๆ ญาติพี่น้องและพรรคพวกรวมกันประมาณ 1,200 ถึง 1,300 ไร่ ที่ดินดังกล่าวซื้อมาจากชาวบ้านในราคาไร่ละ 5,000 บาท 7,000 บาท 10,000 บาท และ 12,000 บาท สะสมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน ชาวบ้านซึ่งทำกินในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้มาติดต่อขายโดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ มีเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งมีไม่มาก หลังจากซื้อที่ดินมาแล้วจะนำไปทำการเกษตร ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลังปลูกข้าวโพด และส่วนหนึ่งแบ่งให้ลูก ๆ และให้ชาวบ้านเช่าเพื่อทำการเกษตร ส่วนนายสมโภชให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่วันที่ 23 และ 28 สิงหาคม 2557 ว่า นายสมโภชและภริยาประกอบอาชีพปลูกอ้อย ทำไร่ ทำนา ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนปัจจุบัน

นายสมโภชตกลงเช่าที่ดินของนายอัมรินทร์ต่อจากโรงงานน้ำตาลครบุรี เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ เพื่อปลูกอ้อย ประมาณปี 2550 โดยนายสมโภชทำสัญญารับโอนสิทธิการเช่าที่ดินจากบริษัทน้ำตาลครบุรี จำกัด มาเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มจากนายอัมรินทร์และชาวบ้านอีกหลายแปลง รวมประมาณ 1,086 ไร่ ดังนั้น การที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชนำสืบข้อเท็จจริงและให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าวจึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินต่าง ๆ ที่นายอัมรินทร์ได้มาและที่นายสมโภชเช่าจากนายอัมรินทร์ซึ่งรวมถึงที่ดินในคดีนี้ นายอัมรินทร์และนายสมโภชได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยตนเอง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของนายอัมรินทร์และนายสมโภชก็มิได้นำสืบว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชมิได้ครอบครองทำประโยชน์ปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ในทางตรงกันข้ามผู้คัดค้านที่ 2 กลับให้การต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ว่า

ได้ร่วมกับนายสมโภชประกอบอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งทำสัญญาเช่าที่ดินจากนายอัมรินทร์โดยใช้ชื่อของผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 อ่านออกเขียนได้ และยังเบิกความในคดีนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และนายสมโภชเริ่มปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลพิมายตั้งแต่ปี 2538 ต่อมาเมื่อโรงงานน้ำตาลครบุรีมาเปิดในพื้นที่ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้ปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลครบุรี ดังนั้น ทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แต่เพียงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เช่าที่ดินจากญาติของนายอัมรินทร์ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เช่าที่ดินจากนายอัมรินทร์และผู้คัดค้านทั้งสองทำประโยชน์ด้วยตนเอง ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี 2554 โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่านายอัมรินทร์และนายสมโภชซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานมิได้เข้าเกี่ยวข้องกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

อันจะแสดงให้เห็นว่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีสิทธิได้รับตามสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยจากโรงงานน้ำตาลครบุรีในปีการผลิต 2557/2558 เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงและไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่นำสืบมาจึงไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานของผู้ร้องได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า

การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินค่าอ้อยที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับจากโรงงานน้ำตาลครบุรีตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่หักค่าเช่าที่ดินก่อนเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน...(2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายอัมรินทร์ นายสมโภช ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นที่สาธารณประโยชน์มาโดยตลอดก่อนที่นายอัมรินทร์และนายสมโภชจะถูกดำเนินคดี โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบว่าผู้คัดค้านทั้งสองมีรายได้จากการประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการปลูกอ้อยหรือการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงต้องฟังว่าเงินและทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน

ส่วนเงินค่าเช่าที่ดิน สำหรับปีการผลิต 2557/2558 เพื่อปลูกอ้อยส่งให้แก่โรงงานน้ำตาลดังกล่าวนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าเป็นต้นทุนที่จะต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ต้องรับฟังว่าหากมีการจ่ายค่าเช่าดังกล่าวแก่บุคคลที่ครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นการไม่ชอบ ไม่อาจนำค่าเช่าดังกล่าวมาอ้างเป็นต้นทุนได้ จึงไม่อาจนำมาหักออกจากสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านทั้งสองมีสิทธิได้รับในปีการผลิต 2557/2558 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ทรัพย์สินตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าว พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่าการที่ศาลอุทธรณ์นำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 3 ที่บัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (15) กำหนดความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติหรือกระบวนการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันมีลักษณะเป็นการค้าเป็นความผิดมูลฐาน มาใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ในส่วนมาตรการดำเนินคดีต่อทรัพย์สินที่ให้ยึดหรืออายัดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคล

ทั้งเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะให้ดำเนินการทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำความผิด โดยมีเหตุผลมาจากหลักการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ และหลักการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อรัฐ ทำให้สามารถดำเนินคดีทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดได้ โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น

ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 มาตรา 3 มีผลใช้บังคับ ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา แต่หากศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมูลฐาน และทรัพย์สินพิพาทตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินพิพาทตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้เปิดโควตากับโรงงานน้ำตาลครบุรีทำสัญญาซื้อขายอ้อยและส่งเสริมการปลูกอ้อยในปีการผลิต 2557/2558 (เฉพาะที่ปลูกในพื้นที่สาธารณประโยชน์

โคกหนองกรุง-หนองแก้ว) และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินตามที่ส่งมอบให้แก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่ได้รับแจ้งอายัด ภายหลังจากพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ กรณีจึงมิใช่การใช้บังคับกฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล · สมเกียรติ ตั้งสกุล · สันติ วงศ์รัตนานนท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวิโรจน์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ - นายชาลี ทัพภวิมล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ปค.14/2561
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ฟ131/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ฟ195/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 694164)

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 บัญญัติให้มีความผิดมูลฐานเพื่อกำหนดประเภทของความผิดอาญาที่นำมาใช้เป็นฐานในการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินต่อบุคคลที่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อทรัพย?สินที่เกี่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566

นอกจากคดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายแล้ว ปัญหาตามฎีกาของของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันประก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5213/2566

การที่ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร อันเป็นการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2566

ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการก…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 697518)

การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของบุคคลตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อันเป็นกฎหมายที่กำหนดทั้งความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทั้งอาญาและมาตรการทางแพ่งใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้