Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องฎีกาของโจทก์มี ช. ทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้ฎีกาแต่ในใบแต่งทนายความของโจทก์ไม่ได้ระบุให้ ช. มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ช. จึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาได้ตามมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น คำฟ้องฎีกาดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 3381/2525)จำเลยได้เช่าตึกแถวห้องพิพาทจาก. ส. มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน โดยต้องเสียทั้งเงินกินเปล่าและค่าเช่า ได้จดทะเบียนการเช่ากันไว้ แสดงถึงเจตนาอันแท้จริงว่าทั้งสองฝ่ายตกลงให้สัญญาเช่ามีผลผูกพันกันเป็นระยะเวลาตามที่จดทะเบียน เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะประพฤติผิดสัญญาเช่าอันจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ผู้รับโอนตึกแถวห้องพิพาทมาภายหลังต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 การที่สัญญาเช่าข้อ13 กำหนดว่า เมื่อผู้ให้เช่าขายทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่านั้น ขัดกับเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดเวลาและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 828/2525)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจากนางสลวยเจ้าของรวมโดยจดทะเบียนการเช่า ณ ที่ทำการเขตธนบุรี มีกำหนดเวลา 13 ปี 6 เดือนตามสัญญาข้อ 11 และข้อ 13 แสดงข้อความว่า หากผู้ให้เช่าตกลงขายห้องเช่าให้แก่ผู้ใดในระหว่างอายุการเช่าให้แจ้งให้ผู้เช่าทราบก่อนไม่น้อยกว่า2 เดือน และต้องแจ้งด้วยว่าจะขายราคาเท่าใดเพื่อผู้เช่าจะได้มีโอกาสตกลงใจเข้าซื้อก่อนเมื่อเห็นว่าเป็นราคาสมควร หากผู้ให้เช่าขายห้องไปแล้วผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่าซึ่งหมายความว่าสัญญาเช่ากำหนดให้สิ้นสุดกันลงเพียงเท่านั้น ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินระหว่างเจ้าของรวมที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของนางสาวสาลินี นางสลวยและนางสาวสาลินีตกลงจะขายที่ดินและตึกแถวพิพาทแก่โจทก์

ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วจำเลยไม่ได้ตกลงซื้อ นางสาวสาลินีจึงจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทให้โจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวแก่จำเลยขอเลิกการเช่าและให้ออกจากที่เช่าแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทจำเลยให้การว่า เป็นผู้เช่าตึกแถวพิพาทจริง จำเลยมีสิทธิอยู่ต่อไปจนกว่าจะครบกำหนตามสัญญา แม้โจทก์รับโอนตึกแถวพิพาทก็ต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของเดิม ข้อตกลงในสัญญาเช่า ข้อ 11 ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ทั้งเป็นข้อความที่ติดมากับแบบพิมพ์ซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ไม่ใช่เจตนาของคู่สัญญาที่แท้จริงคือให้มีระยะเวลาเช่านานถึง 13 ปี 6 เดือน

เนื่องจากจำเลยเสียเงินกินเปล่าให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นค่าตอบแทน ประกอบกับการจดทะเบียนการเช่าก็เพื่อคุ้มครองการลงทุนตกแต่งภายในตึกแถวพิพาทซึ่งต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้ได้อยู่ตามกำหนดที่จดทะเบียน เมื่อข้อความในข้อ 11แห่งสัญญาขัดกับเจตนาที่แท้จริง จึงต้องถือเอาเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำตามตัวอักษร ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอ้างว่าเงื่อนไขสัญญา ข้อ 11 คู่สัญญาเจตนาจะไม่ให้ใช้บังคับนั้นฟังไม่ขึ้น และถือว่าเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัดทอนเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟัง โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

นางสลวยผู้ให้เช่าและจำเลยผู้เช่ามีเจตนาที่จะบังคับกันตามข้อตกลงข้อ 11 และข้อ 13 ต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าแต่ตามที่โจทก์นำสืบจะถือว่าผู้ให้เช่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลงข้อ 11 หาได้ไม่จำเลยจึงไม่ต้องออกจากตึกแถวพิพาทก่อนครบกำหนดเวลาเช่า ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยข้ออื่น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีนายชาญทนายความของโจทก์ลงชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่ปรากฏในใบแต่งทนายความของโจทก์ไม่ได้ระบุให้นายชาญมีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา นายชาญจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาได้ตามมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น คำฟ้องฎีกาที่นายชาญลงชื่อเป็นผู้ฎีกาจึงเป็นคำฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบ

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ให้ยกฎีกาของโจทก์ และให้คืนค่าธรรมเนียมฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3381/2525มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยเท่านั้นว่า ข้อตกลงในสัญญาเช่าข้อ 11 และข้อ 13 ขัดกับเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหรือไม่ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 11 มีว่า "ถ้าผู้ให้เช่าตกลงขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ใดก่อนครบกำหนดการเช่าตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าเพื่อผู้เช่าเตรียมตัวออกจากทรัพย์สินที่เช่าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเดือน และผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบด้วยว่าจะตกลงขายแก่ผู้ใดเป็นเงินเท่าใด เพื่อผู้เช่าจะได้มีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อนในเมื่อเห็นว่าเป็นราคาสมควร" และข้อ 13 ว่า "เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าก็ดี หรือผู้ให้เช่าขายทรัพย์สินตามข้อ 11 ก็ดี หรือผู้เช่าผิดสัญญาเช่าตามข้อ 12ก็ดี ผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่า"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ในการตีความแสดงเจตนานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 132ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำตามตัวอักษร ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนอกจากจำเลยผู้เช่าจะต้องเสียเงินกินเปล่าให้นางสลวยผู้ให้เช่าและเสียค่าเช่าเป็นรายเดือนแล้ว ยังมีการจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 13 ปี 6 เดือนอีกด้วย แสดงถึงเจตนาอันแท้จริงว่าทั้งสองฝ่ายตกลงให้สัญญาเช่ามีผลผูกพันกันเป็นระยะเวลาตามที่จดทะเบียนการเช่าไว้เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะประพฤติผิดสัญญาเช่าอันจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ผู้รับโอนตึกแถวห้องพิพาทมาภายหลังต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 การที่สัญญาเช่าข้อ 13 กำหนดว่าเมื่อผู้ให้เช่าขายทรัพย์สินตามข้อ 11 ผู้เช่ายอมให้ถือว่าผู้เช่ายอมออกจากที่เช่านั้น

เมื่อนับถึงวันที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากตึกแถวห้องพิพาท จำเลยเพิ่งอยู่ในตึกแถวห้องพิพาทเพียง 1 ปีเศษ เห็นได้ว่าหากจำเลยรู้ว่าจำเลยมีสิทธิเช่าตึกแถวห้องพิพาทเพียงระยะเวลาดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะยอมเสียเงินกินเปล่าให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นจำนวนมาก ข้อสัญญาดังกล่าวจึงขัดกับเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา เมื่อคู่สัญญามีเจตนาอันแท้จริงที่จะเช่ากันเป็นระยะเวลาถึง 13 ปี 6 เดือน โจทก์ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดเวลาและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่งเดียวกันนี้ ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 828/2525 ซึ่งโจทก์ในคดีนั้นก็เป็นผู้รับโอนตึกแถวที่จำเลยในคดีนั้นเช่าอยู่จากนางสลวยผู้ให้เช่ารายเดียวกันกับคดีนี้และมีข้อสัญญาเช่าเหมือนกันกับคดีนี้ด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี · อำนวย อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้