Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองหาว่าร่วมกันฉีกสัญญาก่อสร้างทิ้ง ขอให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ครั้นพิจารณาแล้วลงโทษจำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงในคดีอาญาคงผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ศาลในคดีแพ่งจึงฟังว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 2 ฉีกสัญญาอันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ได้ โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนร่วมกันทำการก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 ฉีกสัญญาก่อสร้างที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุให้สัญญาก่อสร้างระงับส่วนการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ 1 ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามของหุ้นส่วนเดิม เท่ากับทำแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเงินที่โจทก์นำมาลงหุ้น รวมทั้งผลกำไรจากการที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนกัน จึงฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ และกรณีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ชอบที่จะจัดการให้มีการเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1055 ถึง 1063เสียก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อนี้แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทำหนังสือสัญญาก่อสร้างตึกแถวกับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ให้ก่อสร้างและเป็นเจ้าของที่ดินยินยอมให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ก่อสร้างทำการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เมื่อการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์มีสิทธินำบุคคลมาทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ขอลงชื่อเป็นผู้ก่อสร้างร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ในหนังสือสัญญาก่อสร้างและขอแบ่งผลกำไรหลังจากจำเลยที่ ๒ ลงชื่อร่วมแล้วไม่นำเงินมาลงทุนร่วมกับโจทก์ต่อมาจำเลยที่ ๒ มาขอดูหนังสือสัญญาก่อสร้างทั้งหมดจากโจทก์ที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๒ รับมอบเอกสารดังกล่าวไปแล้วไม่ยอมคืนให้โจทก์ที่ ๒ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันทำลายหนังสือสัญญาก่อสร้างนั้นแล้วทำหนังสือก่อสร้างตึกแถวขึ้นใหม่

ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ การกระทำของจำเลยทั้งสองที่สมคบกันทำลายต้นฉบับหนังสือสัญญาก่อสร้างฉบับที่มีโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นผู้ก่อสร้างเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาก่อสร้างตึกแถวซึ่งจำเลยที่ ๑ เจ้าของที่ดินเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้ก่อสร้าง โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายผู้ก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ขอเลิกสัญญาก่อสร้างอ้างว่าไม่มีเงินทุนที่จะดำเนินการต่อไป จำเลยที่ ๑ ตกลงโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จึงคืนสัญญาก่อสร้างและได้ฉีกทำลายสัญญาดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ในวันเลิกสัญญา และต่อสู้ข้ออื่นอีก

ขอให้ยกฟ้องและส่งมอบหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ออกเงินในการก่อสร้าง ไม่มีข้อตกลงระหว่างหุ้นส่วนให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ มีหน้าที่เพียงควบคุมการก่อสร้าง โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ไม่เคยบอกเลิกสัญญาก่อสร้างและคืนหนังสือสัญญาก่อสร้างต่อจำเลยที่ ๑ นับแต่เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนในงานก่อสร้างรายนี้ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยนำเงินมาร่วมลงทุนในการก่อสร้าง โจทก์ทั้งสองไม่เคยตกลงที่จะเลิกการก่อสร้างตึกแถวรายนี้และไม่เคยขอค่าใช้จ่ายจากจำเลยที่ ๒ ทั้งไม่เคยตกลงส่งมอบหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารพร้อมด้วยแบบแปลนแก่จำเลยที่ ๒ และไม่เคยเรียกร้องเอาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่โจทก์ทั้งสองจะมอบหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนแก่จำเลยที่ ๒ หนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนในการก่อสร้างดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีสิทธิในหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการฉีกสัญญาก่อสร้างตึกแถวแล้วจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวกันใหม่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ ๑และที่ ๒ เป็นคู่สัญญา จำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ออกเงินค่าหน้าดินแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองไม่เคยยินยอมที่จะเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมอบหมายให้โจทก์ทั้งสองไปขออนุญาตปลูกสร้างอาคารแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนการก่อสร้างรายนี้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรมและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกนายดาบตำรวจสมาน เล็กเลิศสามีของจำเลยที่ ๑ เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๑ ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ ๑ ตัวแทนของนางทองดี โจทก์ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนร่วมกันทำการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน โดยครั้งแรกโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทให้ไว้ต่อจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกันดำเนินการก่อสร้างจนงานงวดที่หนึ่งเสร็จ หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ในระหว่างคู่สัญญาโดยสัญญาก่อสร้างฉบับที่ทำไว้เดิมถูกฉีกทิ้งและจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ สัญญาฉบับใหม่ไม่มีชื่อโจทก์ทั้งสองหรือนางทองดีเป็นคู่สัญญาก่อสร้างร่วมกับจำเลยที่ ๒ ดังเช่นสัญญาฉบับแรกและจำเลยที่ ๒ได้ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทต่อไปตามลำพัง

โจทก์ที่ ๒ ร้องเรียนต่อกรุงเทพมหานครจน กรุงเทพมหานครสั่งให้ระงับการก่อสร้าง การก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทจึงยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญากล่าวหาว่าทำให้เสียทรัพย์ตามคดีอาญาข้างต้นศาลมีคำสั่งประทับฟ้องเฉพาะคดีจำเลยที่ ๒ ส่วนคดีจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งไม่ประทับฟ้องดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาคงมีผลผูกพันคดีนี้เฉพาะจำเลยที่ ๒ มิได้มีผลผูกพันถึงจำเลยที่ ๑ ด้วยแต่อย่างใด ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงคดีนี้ว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ ในการที่จำเลยที่ ๒ ฉีกสัญญาก่อสร้างทิ้งอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังมิได้เลิกสัญญาต่อจำเลยทั้งสองการที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่ให้ไว้ต่อกันแล้วจำเลยที่ ๒ เข้าดำเนินการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทต่อไปตามลำพัง โดยห้ามโจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง จึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสองการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฉีกสัญญาก่อสร้างฉบับที่ทำไว้เดิมอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

ไม่เป็นเหตุทำให้สัญญาก่อสร้างเดิมระงับ ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ แม้ว่าสัญญาที่ทำขึ้นใหม่นี้ไม่มีชื่อโจทก์ทั้งสองร่วมเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ก่อสร้างอยู่ด้วย ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำในนามของห้างหุ้นส่วนเดิมเท่ากับเป็นการทำแทนโจทก์ทั้งสองเมื่อสัญญาหุ้นส่วนระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ยังมิได้เลิกจากกัน การที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเมื่อโจทก์ทั้งสองยังมีความผูกพันตามสัญญาก่อสร้างฉบับเดิมที่ทำให้ไว้ต่อจำเลยที่ ๑ โดยยังมิได้เลิกสัญญาต่อกัน โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ในกรณีเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ก็เห็นได้ว่าค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นการเรียกร้องเงินที่โจทก์ทั้งสองนำมาลงหุ้นรวมทั้งผลกำไรจากการที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนกันในการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ทั้งสองชอบที่จะจัดการขอให้มีการเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ ถึงมาตรา ๑๐๖๓ เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงเป็นหุ้นและเรียกร้องผลกำไรถ้าหากมีเมื่อโจทก์ทั้งสองยังมิได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว

โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชดใช้เงินลงหุ้นและเงินผลกำไรแก่โจทก์ทั้งสองปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ปัญหาเกี่ยวกับฟ้องแย้งที่ว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองทิ้งงานไม่ดำเนินการก่อสร้างต่อไป ควรโอนใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารตึกแถวรายพิพาทอันเป็นสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนอกเหนือจากฟ้องแย้งและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิติ บูรพรรณ์ · โกวิท สุนทรขจิต · ประการ กาญจนศูนย์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายอุดมศักดิ์ ศิริอ่อน
ศาลอุทธรณ์ - นายอากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 172/2535

ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ มิใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะฟ้อง จำเลยข้อหาบุกรุกได้ ทำเลเลี้ยงสัตว์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2557

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2552

หนังสือมอบอำนาจมีข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการทุกอย่างเพื่อยับยั้งและกำจัดการเลียนแบบการปลอมแปลง การละเมิดและการกระทำใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับการชื่อทางการค้า เคร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 494169)

การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกู้ของโจทก์ทั้งห้าสิบสอง จำเลยทั้งห้ากับราษฎรในท้องที่เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงมีลักษณะเป็นสัญ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้