คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 9 เดือนจำเลยอุทธรณ์ระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยจะนำเงินตามเช็คมาวางศาลชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อรอการลงโทษแก่จำเลยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง และพิพากษายืนจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยฎีกาว่าคำร้องของจำเลยยื่นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เพราะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้อ่าน ศาลอุทธรณ์จึงต้องรับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณานั้นเห็นว่า การที่จำเลยขอวางเงินต่อศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยสามารถทำได้โดยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษนั้น เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยในคำพิพากษาจากข้อเท็จจริงในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้ทำคำพิพากษาเสร็จไปแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่าจำเลยยังมิได้วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามเช็คแก่โจทก์จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะต้องทำคำพิพากษาใหม่ ชอบที่จะสั่งยกคำร้องของจำเลยเสียได้ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น
เห็นว่า จำเลยอายุ 50 ปีแล้วมีอาชีพค้าขาย สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มีภรรยาและบุตรผู้เยาว์ 4 คน อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยได้บรรเทาผลเสียหายโดยวางเงินจำนวน150,000 บาท ตามเช็คต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระแก่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษให้พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.