Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนโดยนัดแรกจำเลยขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่พิพาทและศาลก็ได้ไปเผชิญสืบในวันที่จำเลยขอ ถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(10) ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ร่วมไปเผชิญสืบที่พิพาทในวันดังกล่าวย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรา 197 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 จะไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมาก็ตามก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถนนแผงลอยและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองส่วนที่ตั้งแผงลอยพ้นจากภารจำยอมในที่ดินของโจทก์

โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินส่วนที่ตั้งแผงลอยของจำเลยทั้งสองยังเป็นภารจำยอมที่ยังใช้ประโยชน์อยู่ ขอให้ยกฟ้องแย้งระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 5 ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองขอถอนฟ้องแย้งโจทก์ที่ 5

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1521 ส่วนที่ไม่ใช้และใช้ไม่ได้ตามรูปการที่กำหนดพ้นจากภารจำยอมโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนครั้งแรกในวันที่30 พฤศจิกายน 2532 ถึงวันนัดจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปในวันที่ 12 และ วันที่ 24 มกราคม 2533 เมื่อถึงวันที่ 12 มกราคม 2533 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้ศาลเผชิญสืบที่พิพาทก่อนที่จะนำพยานเข้าสืบ

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปโดยนัดเผชิญสืบที่พิพาทในวันที่ 24 มกราคม 2533 และนัดสืบพยานจำเลยเพิ่มอีกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2533 และวันที่ 2 มีนาคม 2533ครั้นถึงวันนัดเผชิญสืบที่พิพาทคือ วันที่ 24 มกราคม 2533 จำเลยได้นำผู้พิพากษา โจทก์ที่ 1 ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ไปเผชิญสืบที่พิพาท ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์2533 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณา แล้วให้พิจารณาคดีแล้วชี้ขาดตัดสินคดีนี้ไปฝ่ายเดียว คดีมีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องแรกว่า โจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาเพราะไม่มาศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสอง หรือไม่เห็นว่า

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(10) บัญญัติว่า "วันสืบพยาน หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน"และ มาตรา 102 วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้ศาลที่พิจารณาคดีเป็นผู้สืบพยานหลักฐานโดยจะสืบในศาลหรือนอกศาล ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควรตามความจำเป็นแห่งสภาพของพยานหลักฐานนั้น" การที่จำเลยขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่พิพาท และศาลก็ได้ไปเผชิญสืบในวันที่ 24 มกราคม 2533 ตามที่จำเลยขอ ถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ร่วมไปเผชิญสืบที่พิพาทในวันดังกล่าวย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคสองแล้ว

แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 จะไม่มาศาลในวันที่8 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมาก็ตามก็ไม่เป็นการขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาแล้วสืบพยานจำเลยต่อไป โดยมิได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่มิชอบดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2)ประกอบด้วยมาตรา 247 ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ขาดนัดพิจารณาและกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นทั้งหมดกับให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · บุญสิน ตุลากัน · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2549

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5600/2548

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยทั้งสามซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสืบ แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสามอุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6214/2548

การที่จะถือว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี คำว่า คู่ความตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2543

รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ประกอบการขนส่ง แม้จำเลยที่ 3 จะให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวไป แต่จำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้เสียภาษีในการใช้รถยนต์ป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้