Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะเกิดเหตุ ร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ 1 ยังเปิดให้บริการอยู่ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือเป็นเคหสถาน ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าไปในร้านดังกล่าวแล้วร่วมกันพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 337, 362, 364, 365, 391

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 80, 391 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 80, 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 364, 391 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่น

อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ลงมือใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายทั้งสองโดยตรง จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ลดหลั่นลงจากโทษของจำเลยที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซื้อสลากกินรวบและถูกรางวัล จำเลยที่ 1 จึงเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตเช่นชาวบ้านทั่ว ๆ ไปว่าตนเองจะได้รับเงินที่ถูกสลากกินรวบ จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงทวงถามเงินค่าสลากกินรวบ กับถือได้ว่าการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเหตุอันสมควร และจำเลยที่ 2 มิได้แบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะตัวการร่วมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสองย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นการกระทำซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคสอง, 12 (1) และไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันที่จะสามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย ยิ่งกว่านั้น แม้หากเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้

เจ้าหนี้ยังหาได้มีสิทธิที่จะทวงถามด้วยการข่มขืนใจให้ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของลูกหนี้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 1 เข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบังคับและข่มขู่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ยอมชำระเงินค่าสลากกินรวบให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายที่ 1 เช่นนั้นได้ แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการพยายามกรรโชก สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ติดต่อซื้อสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 หลังทราบว่าสลากถูกรางวัลได้โทรศัพท์ทวงเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 ครั้นผู้เสียหายที่ 1 แจ้งว่าเงินรางวัลมีจำนวนมากเจ้ามือจะขอจ่ายเพียงครึ่งเดียวก่อน

ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะพาเจ้าพนักงานตำรวจจากจังหวัดขอนแก่นไปจัดการผู้เสียหายที่ 1 เพื่อเอาเงินค่าสลากกินรวบให้ครบ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ต่อมาวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ไปที่ร้านของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 1 และพวกอีกถึง 5 คน ไปด้วย ย่อมแสดงชัดว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 รู้เห็นโดยมีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกไปขู่เข็ญกับใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อทวงถามเงินค่าสลากกินรวบจากผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่แรก มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำไปเองเพียงลำพัง คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพยายามกรรโชก และใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น

ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุร้านเสริมสวยของผู้เสียหายที่ 1 ยังเปิดให้บริการอยู่ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทั้งสองมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ไม่ถือเป็นเคหสถาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประการสุดท้ายขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษให้เบาลง แต่การที่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายเจ้ามือรับกินรับใช้รับแทงพนันสลากกินรวบจากจำเลยที่ 2 แล้วบ่ายเบี่ยงการจ่ายเงินรางวัล ถือว่ามีส่วนกระทำความผิดกฎหมายอยู่ด้วย ทั้งการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขู่เข็ญและใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองด้วยการตบศีรษะมิได้รุนแรงมากนัก

เพราะมิได้ใช้อาวุธและไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองเกิดอันตรายแก่กาย รวมทั้งมิได้มีการทุบทำลายทรัพย์สินในร้านเสริมสวย แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังเกรงกลัวต่อกฎหมายอยู่บ้างและสามารถที่ระงับยับยั้งชั่งใจได้ในระดับหนึ่ง มิใช่เป็นการลุแก่โทสะหรืออำนาจบาตรใหญ่แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักแก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเกินสมควรไปมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกหรือเคยประพฤติผิดเช่นนี้มาก่อน จึงเห็นสมควรปรานีโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองเข็ดหลาบจึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดและปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรุฬห์ แสงเทียน · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · วรงค์พร จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายศิริวัฒน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.742/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ530/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3347/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3515/2563

ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้คู่ความฟัง ก็ต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องของจำเลยที่ขอแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมไปให้ศาลอุทธร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11666/2557

จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอาศัยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาแต่แรกเพียงที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น แต่ภายหลังจำเลยชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8163/2557

จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายแล้วออกจากบ้านไป ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จากนั้นจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุโดยมีวัตถุของแข็งอีกครั้งเพื่อประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19357/2556

แม้บ้านที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วย พื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในเวลาราชการจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เพราะป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้