Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายและสูญหายไปในระหว่างการขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร่วมรับผิด โดยผลของ ป.พ.พ. มาตรา 824 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 5 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศตามมาตรา 5 และมาตรา 7 (5) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ แม้ใบตราส่งจะระบุว่าต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกง แต่กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ส่งของเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะเลจึงต้องเป็น พ.ร.บ.การรับขนของทางทะลฯ ตามมาตรา 4โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้อง ซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 3 เดือน เป็นเงิน 8,780 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระเงิน 469,326.38 บาท ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง 8,780 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 469,326.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า บริษัท เอส ที ยูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ขายในประเทศไทยขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่ผู้ซื้อในประเทศสเปน ผู้ขายส่งสินค้าพิพาทจากประเทศไทยให้แก่ผู้ซื้อที่เมืองเทเนรีฟประเทศสเปน และติดต่อเกี่ยวกับการขนส่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ติดต่อกับผู้ขาย ติดต่อกับสายการเดินเรือเมอร์สค สาขากรุงเทพมหานคร และเป็นผู้ลงนามออกใบตราส่งแก่ผู้ขาย ซึ่งตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ขนส่งโดยระบุไว้ว่าลงนามแทนผู้ขนส่ง กับจำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินต่างๆ

แทน สินค้าพิพาทถูกบรรจุในตู้สินค้าและมีเงื่อนไขในการขนส่งแบบ CFS/CFS เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางปรากฏว่ามีกล่องสินค้าฉีกขาดและสินค้าภายในกล่องสูญหายไปบางส่วน ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยและใบตราส่งได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังผู้ขนส่ง แต่ผู้ขนส่งไม่ยอมชดใช้ให้ ผู้ซื้อจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โจทก์ชำระค่าเสียหายไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่เห็นสมควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกมีว่าโจทก์มีอำนาจเลือกฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ฟ้องที่ศาลเมืองฮ่องกงตามที่ใบตราส่งระบุไว้ให้เป็นศาลระงับข้อพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 5 และมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีอำนาจพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าได้เสียหายและสูญหายไปในระหว่างการขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศไทยไปยังประเทศสเปนอันเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนผู้ทำสัญญารับขนส่งดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศร่วมรับผิด โดยผลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามบทมาตราดังกล่าวได้ด้วย

หาจำต้องนำไปฟ้องยังศาลแห่งเมืองฮ่องกงแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากมูลคดีพิพาทคือสัญญารับขนของทางทะเลเกิดในราชอาณาจักรไทย กฎหมายที่ใช้บังคับคือกฎหมายไทย พยานหลักฐานต่างๆ ก็อยู่ในเขตอำนาจศาลไทยเป็นส่วนใหญ่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจย่อมพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์มาด้วยว่า ตามใบตราส่งระบุว่าต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกง จึงต้องใช้กฎหมายของเมืองฮ่องกงกับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า กรณีพิพาทเป็นการขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกจากราชอาณาจักร และปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งคือ

บริษัท เอส ที ยูไนเต็ด เทรดเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งของเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนของทางทะลจึงต้องเป็นพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศเป็นผู้ขนส่งครั้งพิพาทหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับขนครั้งพิพาทแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีใบตราส่งเป็นพยานหลักฐานว่า ผู้ขนส่งที่ออกหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งดังกล่าวคือ บริษัท ยูโร บ๊อกซ์ไลน์ จำกัด จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง

มีผู้ลงนามแทนผู้ขนส่งดังกล่าวคือจำเลยที่ 1 โดยผู้ขนส่งรับขนสินค้าจากแหลมฉบังประเทศไทย ไปยังเมืองเทเนรีฟ ประเทศสเปน ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบยอมรับว่า จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนติดต่อกับผู้ส่งของมอบหมายให้ติดต่อกับสายการเดินเรือเมอร์สค สาขากรุงเทพมหานคร และมอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามออกใบตราส่งแก่ผู้ขายและตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้ขนส่งโดยระบุไว้ว่า ลงนามแทนผู้ขนส่ง นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้รับเงินต่างๆ แทนจำเลยที่ 2 ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้น เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าครั้งพิพาทโดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อและตกลงรายละเอียดต่างๆ อันเป็นเงื่อนไขของสัญญารับขนทางทะเลแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สินค้าพิพาทสูญหายและเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีใบตราส่งใบกำกับสินค้า บันทึกการตรวจสภาพสินค้าของตัวแทนผู้ออกสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และรายงานการสำรวจสินค้าเมื่อส่งไปถึงผู้ซื้อเป็นพยานหลักฐาน โดยมีนางสาววาสนา แซ่อึ้ง มาเบิกความรับรองความถูกต้องแท้จริงของพยานเอกสารดังกล่าว ตามใบตราส่งนั้นระบุไว้ว่าสินค้าเสื้อผ้า จำนวนกล่อง 33 กล่อง 34 กล่อง 16 กล่อง 37 กล่อง และ 22 กล่อง ตามรายละเอียดในใบกำกับสินค้าเลขที่ ST/1215/2001 เลขที่ ST/1344/2001 เลขที่ ST/1271/2001 เลขที่ ST/1269/2001 และเลขที่ ST/1302/2001 สินค้าถูกขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย

ไปยังเมืองเทเนรีฟ ประเทศสเปน ในเงื่อนไขการขนส่งแบบ CFS/CFS ซึ่งโจทก์นำสืบว่า หมายถึงผู้ขนส่งมีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าที่ท่าต้นทางและปลายทางผู้ขนส่งก็มีหน้าที่เปิดตู้สินค้า เพื่อนำสินค้าออกจากตู้สินค้าแล้วส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง สินค้าถูกบรรจุอยู่ในตู้สินค้า เลขที่ XTRU 2063556 เลขที่ CMBU 2301730 เลขที่ GLDUO 165315

ข้อมูลคดี

สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3537/2546

การกู้เงินพิพาทมีผู้ให้กู้ร่วมกันหลายบริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ส่วนผู้กู้มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำคดีเกี่ยวกับสัญญาทางธุรกิจการค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9524/2544

ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศไม่อยู่ในบังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร หนังสือมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกลงชื่อเป็นพยานและมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2266/2544

ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ จำเลยมีภูมิลำเนาอันเป็นถิ่นที่อยู่ปกติที่จังหวัดลพบุรีและกระทำความผิดในท้องที่จังหวัดลพบุรีซึ่งยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวเปิดดำเนินการคดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2561

สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่หนึ่งการจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สองได้แก่การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสามสัญญาเช่าเรือเปล่า (B…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2559

สัญญาบอกรับเป็นสมาชิกเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดหรือจัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกจำนวน 13 ข้อ แม้สัญญาดังก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้