Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้ต้องหามา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้านมาพูดรับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากันประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืน อันเป็นการที่จำเลยมีเจตนาจะช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลยได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้นไป กรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องชัดเจนพอประกอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 191 แล้ว และไม่ต้องด้วยมาตรา 189 โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 189 ซึ่งเป็นการอ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลก็มีอำนาจวางบทและวางโทษตามมาตรา 191 อันเป็นบทที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรค 4 ทั้งนี้แม้อัตราโทษตามมาตรา 191 สูงกว่ามาตรา 189 ก็ตาม เพราะบทบัญญัติวรรค 4 เป็นข้อยกเว้นของวรรคแรกจำเลยจะอ้างว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอมิได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๐๖ เวลากลางวัน นายพุทธา พรหมเวหา เจ้าพนักงานได้นำตัวนายประเสริฐ นายสมศักดิ์ ผู้ต้องหาว่าลักทรัพย์และฆ่าโคมิได้รับอนุญาต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๖ ไปส่งพนักงานสอบสวนอำเภอเซกา จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ ๒ ได้รับตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวและสอบถามในฐานะลูกบ้านของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองรับตัวไปแล้วหาส่งคืนไม่ กลับบังอาจสมคบกันช่วยเหลือส่งเสริมให้ผู้ต้องหาหลบหนีไป อันเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อมิให้ต้องโทษ เหตุเกิดที่ตำบลท่ากกแดง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๙

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลจังหวัดหนองคายฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองถูกควบคุมมาโดยเป็นผู้ต้องหาว่าทำผิดฐานลักโคและฆ่าโคไม่รับอนุญาตอันมิใช่ความผิดลหุโทษ และจำเลยทั้งสองร่วมกันช่วยผู้ต้องหาทั้งสองคนเพื่อไม่ต้องให้รับโทษจริง จึงพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘๙ จำคุกคนละ ๘ เดือน

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าคดีนี้ผู้ต้องหาได้ถูกจับกุมและใส่กุญแจมือเพื่อนำส่งอำเภอ แม้จะไขกุญแจมือออกและไปบ้านจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยมาพูดขอประกันและรับรองจะส่งคืนก็ดี ก็ต้องถือว่าผู้ต้องหาได้ถูกจับกุมและอยู่ในระหว่างควบคุมของนายพุทธาผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีไป จำเลยจึงไม่ผิดมาตรา ๑๘๙ ที่โจทก์อ้างในฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดว่า จำเลยได้ช่วยเหลือนายประเสริฐ นายสมศักดิ์ ผู้ต้องหาหลบหนี ขณะนำส่งพนักงานสอบสวนให้พ้นจากการคุมขังไป อันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๑ แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้ลงโทษตามบทกฎหมายที่กล่าวแล้ว แม้โจทก์มิได้อ้างมาตรา ๑๙๑ มาด้วย ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษาแก้ว่าจำเลยผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๙๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อกฎหมายข้อ ๒ ก.ว่า "ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๙๑ นั้น เป็นการพิพากษาคดีเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒" และฎีกาข้อกฎหมาย ข้อ ๒ ข. "ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือคำพยานหลักฐานในสำนวน"

ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาข้อ ๒ ข.ว่า ไม่มีเหตุผลจะฟังว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากคำพยานหลักฐานในสำนวน และที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะที่นายพุทธาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้ต้องหามา จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้าน มาพูดรับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากันประเดี๋ยวเดียว แล้วจะส่งคืน อันเป็นการที่จำเลยมีเจตนาจะช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลยได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปทั้งที่นายพุทธาได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ที่หน้าบ้านจำเลยที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่า ตามพฤติการณ์ต้องถือว่าผู้ต้องหาอยู่ในระหว่างการควบคุมของนายพุทธา และจำเลยมีเจตนาจะช่วยเหลือผู้ต้องหาเพื่อมิให้รับโทษมาแต่ต้นแล้ว

ได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมนั้นให้หลุดพ้นไป ที่นายพุทธาไขกุญแจ ถอดโซ่ มอบตัวผู้ต้องหาให้จำเลยก็เพราะจำเลยขอร้อง นายพุทธาจึงผ่อนผันไขกุญแจให้โดยเชื่อว่าจำเลยคงไม่ปล่อยให้ผู้ต้องหาหลบหนี การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยผู้ต้องหาให้หลุดพ้นจากการควบคุมหรือคุมขัง อันเป็นการผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๑ มิใช่เป็นการช่วยผู้ต้องหาไม่ใช่ถูกจับกุมตามมาตรา ๑๘๙ สำหรับข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามฟ้องตอนแรกแสดงว่าผู้ต้องหายังอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน เพราะบรรยายว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้าน และจำเลยที่ ๑ ขอรับตัวผู้ต้องหาไปในฐานะที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่ได้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาไปแล้ว

ส่วนตอนหลังบรรยายว่า จำเลยกลับบังอาจสมคบกันช่วยเหลือส่งเสริมให้ผู้ต้องหาหลบหนีไป เป็นการแสดงว่าจำเลยได้ช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีการควบคุมนั้น มิใช่ช่วยไม่ให้ถูกจับกุม จึงเห็นว่าฟ้องชัดเจนพอประกอบเป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๑ แล้ว และไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๘๙ ส่วนที่บรรยายฟ้องต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อมิให้ต้องรับโทษนั้น ก็ไม่ขัดกับการกระทำผิดตามมาตรา ๑๙๑ ฉะนั้น ที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๘๙ จึงเป็นการอ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจวางบทและวางโทษตามมาตรา ๑๙๑ อันเป็นบทที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรค ๔ ทั้งนี้ แม้อัตราโทษตามมาตรา ๑๙๑ สูงกว่ามาตรา ๑๘๙ ก็ตาม เพราะบทบัญญัติวรรค ๔ เป็นข้อยกเว้นของวรรคแรก จำเลยจะอ้างว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอในฟ้องไม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๗/๒๔๘๒ และที่ ๙๗/๒๔๘๔ รูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้ จะนำมาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นการอ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา · อรุณ ตินทุกะสิริ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดหนองคาย - นายสม อินทร์พยุง
ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง วัฒนสิงหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2531

จำเลยที่ 3 ตบตีบังคับให้ผู้เยาว์ดมทินเนอร์ แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าเมื่อผู้เยาว์ดมทินเนอร์แล้วจะเกิดผลอะไรที่เป็นเหตุไม่ให้ผู้เยาว์หลบหนีไปตามเจตนาของจำเลย และกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลรู้เอง จึงลงโทษจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ฟ้องโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2563

การร้องทุกข์มิใช่เป็นการทำนิติกรรม โจทก์ร่วมที่ 1 จึงกระทำเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้