Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3930/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่จำเลย ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าว่า นับแต่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าแล้วจำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม2533 เป็นต้นมา อันหมายความว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่านับจากเดือนกรกฎาคม 2533 ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ในระหว่างเวลา ดังกล่าวแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยมิได้นำเงินค่าเช่า ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นต้นมา ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในข้อกล่าวหาของโจทก์อยู่นั่นเองส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันผิดนัดจริงหากยังอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องแล้วย่อมถือไม่ได้ว่า เป็นเรื่องนอกฟ้อง จำเลยนำค่าเช่าไปชำระให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับถือว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว โจทก์จะปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้หาได้ไม่ กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลย ตกเป็นผู้ผิดนัด ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องขับไล่ และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิ โดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในคดีแพ่ง ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทเลขที่ 10/37 โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาด จำเลยเช่าตึกพิพาทจากนางดาวรัตน์ ถีรศิลป์ เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมมีกำหนดเวลาเช่า12 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 อัตราค่าเช่าเดือนละ500 บาท ชำระค่าเช่าภายในวันที่ 1 ของเดือน ครั้นโจทก์รับโอนตึกพิพาทและที่ดินมาแล้ว สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าจึงตกแก่โจทก์ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2533 ตลอดมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าแต่จำเลยยังคงครอบครองตึกพิพาท เป็นการละเมิดต่อโจทก์โจทก์อาจนำตึกพิพาทออกให้เช่าในอัตราเดือนละ 30,000 บาทขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาทเลขที่ 10/37 กับส่งตึกพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกพิพาทจำเลยให้การว่า จำเลยเช่าตึกพิพาทจากนางดาวรัตน์ ถีรศิลป์เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมมีกำหนด 12 ปี โจทก์ไม่ยอมรับค่าเช่าจากจำเลย จำเลยจึงนำค่าเช่าไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลางกรมบังคับคดี โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาทเลขที่ 10/37 พร้อมส่งมอบตึกพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกพิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2533 การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 และถือว่าจำเลยผิดสัญญานั้นเป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่กล่าวในฟ้องพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยเช่าตึกพิพาทจากนางดาวรัตน์ ถีรศิลป์ เจ้าของเดิมมีกำหนด 12 ปี นับแต่วันที่1 พฤษภาคม 2529 อัตราค่าเช่าเดือนละ 500 บาท ต่อมาโจทก์ซื้อตึกพิพาทได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีเมื่อเดือนธันวาคม 2532 จำเลยจึงนำค่าเช่าไปชำระให้แก่โจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จำเลยได้นำค่าเช่าไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์เป็นค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคม 2533 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2534เดือนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 7,000 บาท โจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วหลังจากเดือนกุมภาพันธ์ 2534จำเลยมิได้นำเงินค่าเช่าไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์อีกคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษานอกคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวหาจำเลยผิดสัญญาเช่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์ที่เช่า แต่จำเลยไม่ยอมออกจึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยขนย้ายออกไป ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าว่านับแต่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2533 เป็นต้นมา อันหมายความว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่านับจากเดือนกรกฎาคม 2533ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ในระหว่างเวลาดังกล่าวแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยมิได้นำเงินค่าเช่าไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2534 เป็นต้นมา

ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในข้อกล่าวหาของโจทก์อยู่นั่นเอง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวันผิดนัดจริง หากยังอยู่ในระหว่างเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องแล้วย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ในปัญหาที่ว่า การที่โจทก์ไม่ยอมรับชำระค่าเช่าจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว จึงเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยต่อไป ในปัญหานี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยนำค่าเช่าไปชำระให้โจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับถือว่าจำเลยได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้วโจทก์จะปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้หาได้ไม่ กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด

ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิมล สมานิตย์ · กนก พรรณรักษา · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 505/2551

ผู้ร้องได้บรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี คำร้องของผู้ร้องจึงแส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1947/2545

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเป็นเงินตราต่างประเทศพร้อมกับให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2544

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2538

ข้ออ้างของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่1ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องนั้นมิได้บรรยายว่าจำเลยที่1ได้ประทุษร้ายต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญาหรือจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 807/2533

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยเท่านั้นจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า โจทก์มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้