Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3943/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเหตุอื่นนอกเหนือไม่ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 (คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์) จึงวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่ได้จากข้อเท็จจริงที่ได้จากโจทก์และจำเลยที่ 11 (นายจ้าง) ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงยกข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 11 ขึ้นวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ แม้จะไม่ใช่เหตุเลิกจ้างที่จำเลยที่ 11 อ้างในหนังสือเลิกจ้างก็ตาม โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 11 ต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงาน เป็นการยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 11 กระทำการอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (2) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ไม่ใช่การห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ซึ่งยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรงตามมาตรา 123 (3) ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 11 ไม่ได้เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และไม่ใช่การเลิกจ้างที่อยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ แม้โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 11 ก็เลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 121 (2), 123 (3)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 5/2548 ลงวันที่ 25 มกราคม 2548 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้จำเลยที่ 11 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม โดยคำนึงถึงการเสียโอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผลประโยชน์ตอบแทน และสวัสดิการในระหว่างถูกเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 11 ชำระค่าเสียหายในระหว่างเลิกจ้างเท่ากับรายได้เดือนสุดท้ายที่โจทก์ได้รับในอัตราเดือนละ 18,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางเห็นว่า สามารถวินิจฉัยข้อกฎหมายในคดีได้จากข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10) จึงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ส่งสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดต่อศาล และให้ถือรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ 15/2548 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นพยานศาล คู่ความแถลงรับกันว่า เอกสารท้ายคำฟ้องยกเว้นสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นเอกสารที่มีอยู่จริงและมีข้อความดังที่ปรากฏในเอกสาร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าพอวินิจฉัยคดีจากข้อเท็จจริงในเอกสารได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ทนายโจทก์แถลงขอส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ภายใน 15 วัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 แต่โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจต่อศาล

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 11 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนครัวเนื้อ แผนกครัว ได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ค่าบริการเดือนละ 5,500 บาท ถึง 13,000 บาท เดือนสุดท้ายก่อนถูกเลิกจ้างได้รับค่าบริการ 6,720 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 โจทก์สมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกิจการโรงแรมแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานรับโจทก์เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 วันที่ 15 ตุลาคม 2547 สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงานสายโรงแรมฮิลตัน หัวหิน สหภาพแรงงานมีหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2547 แจ้งการแต่งตั้งโจทก์เป็นประธานอนุกรรมการให้จำเลยที่ 11 ทราบ

จำเลยที่ 11 ได้รับหนังสือวันที่ 19 ตุลาคม 2547 เวลา 10.49 นาฬิกา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 11 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และเคยได้รับใบเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้ มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัต ฟ้องคดีแทนหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัตดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้ระบุให้นายสมทัตผู้รับมอบอำนาจฟ้องเพิกถอนคำสั่งที่ 5/2548 ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้จำเลยที่ 11 รับโจทก์กลับเข้าทำงานและให้ชดใช้ค่าเสียหาย เท่ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดยอมรับว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัตตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจจริง แต่อ้างว่าตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจนั้นโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสมทัตฟ้องคดีแทนเท่านั้น จำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ให้การคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารสำเนาหนังสือมอบอำนาจว่าไม่มีต้นฉบับ หรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงไม่มีประเด็นในคดีว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมทัตตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจหรือไม่

ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจ รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับ แม้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 ระบุว่าทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และทนายจำเลยที่ 11 ตรวจเอกสารท้ายคำฟ้องแล้วแถลงรับว่า "เป็นเอกสารที่มีอยู่จริงและมีข้อความดังปรากฏในเอกสารดังกล่าว ยกเว้น (สำเนา) หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้อง" ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่ามีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ ศาลย่อมรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานการมอบอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (4) (มาตรา 93 (1) เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ.2522 มาตรา 31 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมทัต "(1)...ดำเนินการแทนข้าพเจ้า (โจทก์) ในฐานะโจทก์หรือจำเลยในคดีของศาลแรงงานกลางได้ทุกประการ (2) ดำเนินกระบวนการพิจารณาแทนข้าพเจ้าไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้เช่น... (3) แต่งตั้งทนายความ หรือ..." เป็นข้อความที่ระบุให้นายสมทัตมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีของศาลแรงงานกลางไว้โดยชัดแจ้ง เป็นการมอบให้นายสมทัตมีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินคดีในศาลแรงงานกลางโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง อีกทั้งการมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นจำเลยทั้งสิบเอ็ดหรือเป็นผู้ใด

นายสมทัตจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดต่อศาลแรงงานกลางแทนโจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 รับฟังข้อเท็จจริงในการเลิกจ้างนอกเหนือจากหนังสือเลิกจ้างได้หรือไม่ และจำเลยที่ 11 เลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 11 ในกรณีร้ายแรงได้หรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดแล้วว่าพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ไม่ได้บัญญัติให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องใช้เหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จะยกเหตุอื่นนอกเหนือไม่ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างที่ได้จากข้อเท็จจริงที่ได้จากโจทก์และจำเลยที่ 11 ได้ ซึ่งต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ดังนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 จึงยกข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 11 ขึ้นวินิจฉัยได้ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์ใช้วาจาไม่เหมาะสม แสดงกิริยาวาจาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

มีความเห็นขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตลอด ไม่อาจทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นได้ แม้จะไม่ใช่เหตุเลิกจ้างที่จำเลยที่ 11 อ้างในหนังสือเลิกจ้างก็ตาม โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 11 ต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ว่าจำเลยที่ 11 เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นประธานอนุกรรมการสหภาพแรงงานสายโรงแรมฮิลตัน หัวหิน เป็นการยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 11 กระทำการอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (2) ที่บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ไม่ใช่การห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ซึ่งยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างได้ในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ

ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรงตามมาตรา 123 (3) ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 11 ไม่ได้เลิกจ้างเพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และไม่ใช่การเลิกจ้างที่อยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ แม้โจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 11 ก็เลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 121 (2), 123 (3) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นในเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ฟังไม่ขึ้นในเรื่องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ต้องวินิจฉัยสาเหตุเลิกจ้างเฉพาะที่ระบุในหนังสือเลิกจ้าง และจำเลยที่ 11 เลิกจ้างไม่ได้เพราะโจทก์ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งในกรณีร้ายแรง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · อนันต์ ชุมวิสูตร
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.2354/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ6338/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2811/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 706930)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 710790)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15347/2558

แม้ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อภายหลังจากฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 49488)

ในกรณีนายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 50327)

การที่นายจ้างลงโทษทางวินัยแก่ลูกจ้างที่มิได้เป็นกรรมการลูกจ้างและการลงโทษนั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ หมวด 9 นั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้นายจ้างต้องได้รับอนุญาตจากศาลแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้