Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3945/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มอบให้ทนายมีหนัสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี และไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าววันที่ 18 สิงหาคม 2522 ถือได้ว่ามีการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันที่ครบกำหนดตามที่บอกกล่าวคือในวันที่ 17 กันยายน 2522 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงวันที่ 17 กันยายน 2522 ต่อจากนั้นคงคิดได้แต่ดอกเบี้ยตามธรรมดา ผู้ค้ำประกันย่อมต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่าที่ตนยอมค้ำประกัน ข้อสัญญาที่ผู้รับจำนองค้ำประกันมีสิทธิบังคับจำนองสำหรับหนี้ต้นเงินที่เกินวงเงินจำนองค้ำประกันด้วยนั้น เป็นการให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเกินกว่าที่ตนยอมค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดในต้นเงินที่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 30,000 บาท ปรากฏตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2520 เป็นเงิน 16,031 บาท 69 สตางค์ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันนี้ ส่วนวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นเพื่อให้ผู้ค้ำประกันรับผิดนั้นต้องดูรายการที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์เต็มตามวงเงินที่ค้ำประกันเป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้น ปรากฏตามรายการบัญชีเดินสะพัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2520 เป็นเงิน 43,031 บาท 69 สตางค์ จึงให้ถือเอาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2520 เป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้นในต้นเงิน 30,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2522 อันเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยตามปกติ การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 4 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาลำปาง จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ ๑ กับโจทก์เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยมีจำเลยที่ ๒ ได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกัน จำเลยที่ ๑ ได้ขอเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีอีก ๕๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๓ นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันกับมีจำเลยที่ ๔ นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ขอเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีอีก ๒๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ ได้สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีหักทอนหนี้ตลอดมาจนถึงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ ไม่นำเงินเข้าบัญชีหักทอนหนี้อีกเลย จนถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามบัญชีเดินสะพัดเป็นเงิน ๔๖๑,๗๘๐ บาท ๔๕ สตางค์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยจนถึงวันชำระเสร็จภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ก็ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือน นับแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ ๑ เริ่มเป็นหนี้โจทก์จนถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ อันเป็นวันครบกำหนด ๓๐ วัน

นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ ซึ่งถือว่าเป็นวันสิ้นสุดบัญชีเดินสะพัดต่อกันเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๗๑,๖๙๙ บาท ๔๓ สตางค์ ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ภายในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้รับหนังสือจากทนายโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายใน ๓๐ วัน เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ อันถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๑ เป็นต้นไป นับแต่วันเลิกสัญญาเดินสะพัด โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกไม่ได้คงคิดได้เพียงดอกเบี้ยธรรมดา ฯลฯ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๖๘,๒๔๘ บาท ๔๔ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๓๔,๑๑๑ บาท ๕๕ สตางค์ ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๕๘,๖๓๑ บาท ๐๕ สตางค์ กับดอกเบี้ยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในวงเงิน ๒,๙๓๔ บาท ๔๘ สตางค์ กับดอกเบี้ย

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์ ๔๙๖,๗๐๕ บาท ๙๕ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ ๓ ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามหนังสือลงวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๓ ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๕ เดือนเดียวกัน ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันนั้นสวนโจทก์ตั้งประเด็นในคำแก้ฎีกาว่า บัญชีเดินสะพัดเลิกกันเมื่อครบกำหนดบอกกล่าวคือวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ฉบับลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๒ จากโจทก์นั้น จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ การที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ และเห็นว่าตามหนังสือของทนายโจทก์ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๒ ที่บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและให้ไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๒๒ จึงครบกำหนดในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ จึงต้องถือว่าวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ เป็นวันเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๙ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงแค่วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ ระยะเวลาต่อจากนั้นโจทก์จะคิดได้เฉพาะดอกเบี้ยตามปกติ

ปัญหาเรื่องความรับผิดของจำเลยผู้ค้ำประกันนั้น ได้ความว่า สัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับมีข้อความอย่างเดียวกัน ได้ระบุเงื่อนไขความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ว่า นอกจากจำนวนต้นเงินที่ผู้ค้ำประกันตกลงค้ำประกันแล้ว ยังมีหนี้อุปกรณ์คือดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองซึ่งผู้ค้ำประกันยอมชดใช้ต่างหากและยอมให้ทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันถึงหนี้อุปกรณ์เหล่านี้ด้วย ผู้ค้ำประกันจะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีและนำส่งชำระทุก ๆ เดือนภายในวันสิ้นเดือนเสมอไป ในกรณีมีการผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยตามบัญชีเดินสะพัด ให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือนำเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไปรวมเป็นต้นเงินสมทบเข้ากับต้นเงินที่เป็นหนี้อยู่ในขณะนั้น แล้วคิดดอกเบี้ยต่อไป นอกจากนี้ก็มีข้อความระบุให้ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองสำหรับหนี้ต้นเงินที่เกินจำนวนเงินค้ำประกนไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ

ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ค้ำประกันย่อมต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงเท่าที่ตนยอมค้ำประกัน ข้อสัญญาที่ให้ผู้รับจำนองค้ำประกันมีสิทธิบังคับจำนองสำหรับหนี้เงินที่เกินวงเงินจำนองค้ำประกันด้วยนั้น เป็นการให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเกินกว่าที่ตนยอมค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดในต้นเงินที่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๑๙ ในวงเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ในวงเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏตามบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๑ ได้นำเงินเข้าบัญชีหักทอนหนี้หมดและกลับเป็นเจ้าหนี้โจทก์แล้วเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ต่อมาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ จึงได้กลับเป็นลูกหนี้โจทก์อีกเป็นเงิน ๑๖,๐๓๑ บาท ๖๙ สตางค์

โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันนี้ ดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเงินนั้นถือเป็นต้นเงินต่อไป วิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นเพื่อให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องดูรายการบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และถือเอารายการที่จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้แทนโจทก์เต็มตามวงเงินที่ค้ำประกันเป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้น ปรากฏตามรายการบัญชีเดินสะพัดว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้โจทก์ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เป็นเงิน ๔๒,๐๓๑ บาท ๖๙ สตางค์ จึงให้ถือเอาวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยทบต้นในต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ จนถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ อันเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น

ต่อกจานั้นให้คิดดอกเบี้ยตามปกติโดยวิธีเดียวกันนี้ให้คิดดอกเบี้ยทบต้นในต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เป็นต้นไป ส่วนจำเลยที่ ๔ ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ เช่นเดียวกันแต่มิได้ฎีกานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘๒ วรรคท้าย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ ๔ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ และ ๒๔๗ โดยให้เริ่มคิดดอกเบี้ยทบต้นในต้นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๗๑,๖๙๙ บาท ๔๓ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๒ จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ในจำนวนเงินดังกล่าว ให้จำเลยอื่นร่วมรับผิดด้วย ดังนี้ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยตามปกติจากต้นเงินที่รวมดอกเบี้ยทบต้นเข้าด้วยแล้วในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๒ จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้นำเงินจำนวน ๕๑,๘๓๕ บาท มาวางศาลเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าปรากฏว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดเมื่อคำนวณถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ไม่เกินจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๒ นำมาวางศาลแล้ว จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยต่อจากวันที่นำเงินมาวางศาลอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธุ์ ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ ต่อจากนั้นให้คิดดอกบี้ยตามปกติในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดในต้นเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ จนถึงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๒ ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยตามปกติในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ถ้าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ชำระหนี้ ให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จนกว่าจะครบจำนวนหนี้ที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ รัตรสาร · สุวัฒน์ รัตรสาร · ดุสิต วราโห
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดลำปาง - นายอัมพร สิทธิบุศย์
ศาลอุทธรณ์ - นายเผอิญ สถานสถิตย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้