Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3951/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 เข้าแล่นในเส้นทางเดินรถประจำทางของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการเดินรถรับส่งผู้โดยสารจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุโดยประมาทชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานใด แต่ตามคำฟ้องแสดงชัดว่าจำเลยที่ 3 อนุญาตให้เจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเข้าแล่นในเส้นทางเดินรถประจำทางของจำเลยที่ 3 โดยเจ้าของรถและจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกันเมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของเจ้าของรถคันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมด้วย ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ด้วย ฟ้องโจทก์ได้แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 โดยชัดแจ้งแล้วซึ่งจำเลยที่ 3 เข้าใจข้อหาดี ได้ให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดไว้ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม แม้โจทก์กล่าวในฟ้องให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท ธ. ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของบริษัทดังกล่าว ต้องถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ด้วยที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิด หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องไม่ จำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ข้ามถนนอยู่ข้างหน้าในระยะที่สามารถชะลอความเร็วให้โจทก์เดินข้ามถนนไปได้โดยปลอดภัย แต่หาได้กระทำไม่กลับเร่ง ความเร็วขึ้นเพื่อจะขับให้ผ่านพ้นโจทก์ไปก่อน แต่ไม่พ้นกลับเฉี่ยวชนโจทก์ แม้โจทก์จะข้ามถนนนอกทางม้าลายก็มิใช่หมายความว่าโจทก์ประมาทเสมอไป กรณีดังกล่าวหากจำเลยที่ 1 ชะลอความเร็วลงเหตุย่อมไม่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วยจึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียว.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 2ซึ่งนำไปเข้าวิ่งในเส้นทางเดินรถประจำทางของจำเลยที่ 3 โดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนโจทก์ขณะเดินข้ามถนนได้รับอันตรายสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า รถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุมิใช่รถยนต์ส่วนตัวของจำเลยที่ 2 เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียวที่วิ่งข้ามถนนชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเกินความจริงจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุมาร่วมวิ่งด้วย เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียวที่วิ่งตัดหน้ารถที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด

โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเกินความจริงศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 177,715 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า บริษัทธนนครขนส่ง จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของบริษัทธนนครขนส่ง จำกัดจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้อง จึงไม่ชอบ เพราะโจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 โดยอ้างว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันนั้น ข้อเท็จจริงรังฟังได้ว่า บริษัทธนนครขนส่ง จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ในกิจการเดินรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 10 แต่มิใช่จำเลยที่ 2 มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ดังที่โจทก์ฟ้อง โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของบริษัทธนนครขนส่ง

จำกัด เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนในการขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวในกิจการเดินรถร่วมบริการของจำเลยที่ 3 ด้วยแม้โจทก์ได้กล่าวในฟ้องให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทธนนครขนส่ง จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็เข้าใจข้อหาดีจึงให้การต่อสู้ไว้ว่า จำเลยที่ 3ไม่ได้รับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุมาร่วมวิ่งด้วย คือ หมายถึงไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นการปฏิเสธความรับผิดไว้โดยสิ้นเชิงเมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุชนโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส เป็นการละเมิด

ต้องถือว่าการกระทำละเมิดดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น เป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้องและพยานหลักฐานในสำนวนโดยชอบ หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องไม่ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1ประมาทนั้นจำเลยที่ 3 ไม่เห็นด้วยเพราะโจทก์ข้ามถนนไม่ใช่บริเวณทางม้าลาย โจทก์เสี่ยงภัยเอง เห็นแล้วว่าขณะนั้นมีรถยนต์โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับกำลังแล่นมา โจทก์ข้ามถนนในลักษณะตัดหน้าเป็นความประมาทของโจทก์ หรือโจทก์มีส่วนประมาทด้วยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด หากรับผิดก็เป็นจำนวนต่ำลง นั้น ได้ความจากนายสุรพงษ์

ยะนะโชติ และนายบุญเพ็ง บุญอินทร์ ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองว่า พยานต่างโดยสารมาในรถยนต์โดยสารประจำทางคันเกิดเหตุ ขณะที่รถผ่านถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเตรียมจะลงป้ายหน้า มองไปข้างหน้าเห็นโจทก์เดินข้ามถนนในลักษณะปกติธรรมดาห่างรถประมาณ 20 เมตร แต่รถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าวกลับเร่งความเร็วขึ้นแล้วเฉี่ยวชนโจทก์ล้มลง ดังนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ข้ามถนนอยู่ข้างหน้าในระยะที่สามารถชะลอความเร็วให้โจทก์เดินข้ามถนนไปได้โดยปลอดภัย แต่หาได้กระทำไม่กลับเร่งความเร็วขึ้นเพื่อจะขับให้รถผ่านพ้นโจทก์ไปก่อน แต่ไม่พ้นกลับเฉี่ยวชนโจทก์ จึงเกิดการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1แม้โจทก์จะข้ามถนนนอกทางม้าลายก็มิใช่หมายความว่าโจทก์ประมาทเสมอไป กรณีนี้ถ้าจำเลยที่ 1 ชะลอความเร็วลง เหตุคดีนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้มีพยานมาสืบให้เห็นว่าโจทก์ประมาทหรือมีส่วนประมาทอยู่ด้วยเลย จึงต้องฟังว่าเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิต ประไพศาล · อากาศ บำรุงชีพ · สมชัย ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2540

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุถึง อ.มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นคดีนี้เท่านั้นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2533

แม้เหตุที่เรือชนกันจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทของฝ่ายจำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ฝ่ายโจทก์ก็มีส่วนกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายด้วยโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2533

ในคดีที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้กระทำการต่าง ๆ ในที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากผู้มีชื่อเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์นั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ซื้อมาเป็นที่ดินที่จำเลยยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่ โจทก์จึงไม่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1538/2531

โจทก์เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนกับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ดังนั้น จำเลยร่วมจะต้องรับผิดหรือไม่ จึงขึ้นอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2527

โจทก์บรรยายฟ้องว่า พ. บุตรโจทก์ถูกจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3รับผิดต่อโจทก์ในฐานะบิดามารดาผู้ปกครองจำเลยที่ 3 และในฐานะที่เป็นผู้รับจ้างเลี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้