Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3953/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วมีการเดินสะพัดทางบัญชีในบัญชีกระแสรายวันตลอดมาโดยมีการทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีหลายครั้ง เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาแล้ว แม้ยังไม่มีการทำบันทึกต่ออายุสัญญาครั้งต่อไปแต่โจทก์ยังยอมให้จำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อมาอีกจึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้สัญญาเดินสะพัดดังกล่าวยังมีผลต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญา การที่ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกฉบับหนึ่งโดยให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีกันในบัญชีกระแสรายวันเดิมและต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกเป็นรายลักษณ์ อักษรโดยกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาเช่นเดียวกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ฉบับที่ 2 ดังนี้แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่วันที่โจทก์กับจำเลย ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2 โจทก์กับจำเลย ตกลงเดินสะพัดตามบัญชีเดินสะพัดคือบัญชีกระแสรายวันเดิม โดยถือเงื่อนไขตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกและ สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2 รวมกัน ซึ่งการคิดดอกเบี้ย ต้องนำยอดหนี้ตามวงเงินของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแต่ละฉบับ มาคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันในแต่ละสัญญาแยกกันก่อน แล้วจึงนำดอกเบี้ยมารวมยอดกันเพื่อทบเป็นต้นเงินใหม่ การปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคิดยอดหนี้ที่จำเลย ต้องชำระแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่า จำเลยนำเงินเข้าบัญชี หักชำระหนี้หมดแล้วในวันที่จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ฉบับที่ 2 แล้วจึงเบิกถอนเงินออกไปใหม่อีกในวันเดียวกัน การคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่เบิกถอนออกไปใหม่ยังพอที่ศาล จะพิพากษากำหนดวิธีการคิดยอดหนี้เฉพาะดอกเบี้ยตามอัตรา ที่ถูกต้องได้ โดยไม่ต้องคิดคำนวณเป็นตัวเลขให้จำเลย ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์ควรได้รับชำระหนี้ จากลูกหนี้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,321,897.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 6,450,073.54 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 10,526 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน9,448,921.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน4,951,269.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบจำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ 6,442,623.89 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ 12,682.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 4,951,269.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533จนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 20, 21 และ 22 ตำบลบางหมาก อำเภอกันตัง จังหวัดตรังและโฉนดเลขที่ 4116 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรังออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในอายุความตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2520 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้แก่โจทก์ตามใบขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ.3 และบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2526 จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 600,000 บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เสร็จวันที่ 12กันยายน 2527 และมีการทำบันทึกต่ออายุสัญญาออกไปอีก 6 ครั้งครั้งสุดท้ายทำบันทึกต่ออายุสัญญาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2532กำหนดชำระหนี้เสร็จภายในวันที่ 12 กันยายน 2533 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกต่ออายุสัญญาเอกสารหมาย

จ.5 และ จ.6และวันที่ 28 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์อีกฉบับหนึ่งในวงเงิน 4,400,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เสร็จภายในวันที่ 12 กันยายน 2533ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.7 โดยการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาทั้งสองฉบับได้ใช้บัญชีกระแสรายวันดังกล่าวเป็นบัญชีเดินสะพัด จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินน.ส.3 ก. เลขที่ 20 ถึง 22 ตำบลบางหมาก อำเภอกันตัง จังหวัดตรังพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี หลังจากมีการขึ้นวงเงินจำนอง 2 ครั้งแล้ว มีวงเงินจำนองรวมทั้งสิ้น 2,000,000 บาท ตามสัญญาจำนองและบันทึกขึ้นเงินจำนองเอกสารหมาย

จ.8 ถึง จ.10 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4116 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรังพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แก่โจทก์ในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.12 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในการกู้เงินเกินบัญชีตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับหลัง โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.13 โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.27ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย

จ.18พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นในอัตราเท่าใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์ฉบับแรกเมื่อปี 2526 วงเงิน600,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 แล้วมีการเดินสะพัดทางบัญชีในบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว 6 ครั้ง ซึ่งในการต่ออายุครั้งที่ 5 ได้ตกลงต่ออายุสัญญาไปจนถึงวันที่ 12 กันยายน 2532ครั้นเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาตามที่ต่อไปในครั้งที่ 5 ดังกล่าวแล้วแม้ยังไม่มีการทำบันทึกต่ออายุสัญญาครั้งที่ 6 แต่ตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย

จ.16 ปรากฏว่า หลังจากวันครบกำหนดอายุสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2532 โจทก์ยังยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินออกจากบัญชีและนำเงินเข้าบัญชีเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีกันต่อมาอีกจึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวยังมีผลต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญา ต่อมาในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกฉบับหนึ่งเป็นฉบับที่ 2 วงเงิน 4,400,000บาท ตามเอกสารหมาย จ.7 โดยให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีกันในบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 เช่นเดียวกับสัญญาฉบับแรกกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2533 และต่อมาวันที่ 30พฤศจิกายน 2532 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกเป็นลายลักษณ์อักษรโดยกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2533 เช่นเดียวกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2 ดังกล่าวแล้ว

ดังนี้แสดงให้เห็นได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 เป็นต้นไป โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเดินสะพัดตามบัญชีเดินสะพัดคือบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 โดยถือเงื่อนไขตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกวงเงิน 600,000 บาท และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2วงเงิน 4,400,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 5,000,000 บาท ซึ่งการคิดดอกเบี้ยต้องนำยอดหนี้ตามวงเงินของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแต่ละฉบับมาคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันในแต่ละสัญญาแยกกันก่อนแล้วจึงนำดอกเบี้ยมารวมยอดกันเพื่อทบเป็นต้นเงินใหม่ได้จึงต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแต่ละฉบับในอัตราเท่าใด สำหรับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรก

แม้ขณะเริ่มต้นทำสัญญาในวันที่ 12กันยายน 2526 จะตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 17.5 ต่อปี โดยไม่มีข้อสัญญาให้โจทก์คิดปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเองได้ แต่ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยลงวันที่ 3 มีนาคม 2529 เอกสารหมาย จ.18(ฉบับที่ 1) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ15 ต่อปี และตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ก็ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยโดยระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจนในเอกสารหมาย จ.16 เป็นร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาก็ระบุอัตราดอกเบี้ยลดลงเป็นร้อยละ 14 ต่อปีบ้าง ร้อยละ 13.5 ต่อปีบ้างส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแก้ไขอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกเพื่อไม่ให้เกินอัตราตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ในแต่ละช่วงระยะเวลา

ดังนี้ตามบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกเป็นครั้งที่ 6 ที่ระบุให้ถือข้อตกลงตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเดิมจึงย่อมหมายถึงข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกันแล้วด้วย มิใช่หมายถึงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ17.5 ต่อปี ขณะทำสัญญาครั้งแรก เพราะขณะที่มีการตกลงต่ออายุสัญญานั้น โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดไว้ ซึ่งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่าที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ตามเอกสารหมาย จ.18 (ฉบับที่ 1) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 เป็นต้นไป และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย

จ.18 (ฉบับที่ 2) ให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2533 เป็นต้นไป แสดงว่าในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529ถึงเดือนพฤศจิกายน 2532 ที่มีการทำบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกเป็นครั้งที่ 6 โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีจึงน่าจะตกลงอัตราดอกเบี้ยกันเพียงร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น ส่วนที่ตามบันทึกต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 6 เอกสารหมาย จ.6 (แผ่นสุดท้าย) ระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 มีหนี้ต่อโจทก์จำนวน 5,084,664.37 บาท นั้น ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ว่า หนี้จำนวนดังกล่าวเกิดจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 เบิกถอนไปกับนำเงินเข้าบัญชีหักทอนหนี้ในช่วงระหว่างวันที่ 28 ถึง 30 พฤศจิกายน 2532 เท่านั้น

ไม่ปรากฏว่าเป็นหนี้เกี่ยวกับดอกเบี้ยรวมอยู่ด้วย จึงมิใช่เหตุผลแสดงถึงข้อตกลงอัตราดอกเบี้ยให้คิดเกินร้อยละ 15 ต่อปี ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานดังกล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุผลให้ฟังได้ว่า ในการต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้ถือตามข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับปรุงแก้ไขกันมาแล้วเป็นอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี ที่ระบุไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงถือได้ว่านับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532เป็นต้นไป โจทก์ตกลงคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสองฉบับอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีแม้ต่อมาก่อนจะถึงวันสิ้นสุดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2533ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นร้อยละ 16.5 ต่อปี

ได้ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2533 เป็นต้นไปก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์แก้ไขข้อสัญญาให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นทั้งตามคำฟ้องโจทก์ยังระบุว่าโจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ17.5 ต่อปี ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเป็นอัตราที่สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกซึ่งได้ตกลงต่ออายุออกไปดังกล่าวมาข้างต้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ในขณะต่ออายุสัญญาดังกล่าวแล้วเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2 แม้สัญญาฉบับนี้จะมีข้อสัญญาให้สิทธิโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยได้แต่ก็มีเงื่อนไขว่า

โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วยและข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาโดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์มิได้แจ้งว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ทราบ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ดังกล่าวแล้วได้ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นตามข้อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสองฉบับนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532จนถึงวันครบกำหนดสัญญาวันที่ 12 กันยายน 2533 ได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยไม่ทบต้นต่อไปในอัตราเดิมไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี

เช่นกันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยว่าโจทก์มีสิทธิคิดได้ไม่เกินร้อยละ15 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับพิพากษายกฟ้องเพราะยากที่ศาลจะคิดคำนวณยอดหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามที่วินิจฉัยมาแล้วได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าสำหรับคดีนี้มีปัญหาเฉพาะการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคิดยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1ต้องชำระแก่โจทก์ และตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ปรากฏว่าในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีหักชำระหนี้หมดแล้วจึงเบิกถอนเงินออกไปใหม่อีกในวันเดียวกัน จึงมีปัญหาคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่เบิกถอนออกไปใหม่นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 เป็นต้นไปเท่านั้น ซึ่งยังพอที่ศาลจะพิพากษากำหนดวิธีการคิดยอดหนี้เฉพาะดอกเบี้ยตามอัตราที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องคิดคำนวณเป็นตัวเลขออกมา เพราะสามารถที่จะคิดคำนวณตัวเลขให้ถูกต้องกันต่อไปในชั้นบังคับคดีได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์ควรได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้และบังคับจำนองทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจำนองเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ โดยในส่วนต้นเงินที่จำเลยที่ 1เบิกถอนออกจากบัญชีไปและเงินที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีหักลดหนี้ให้คิดหักลดตามรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 แต่ในส่วนดอกเบี้ยที่นำมาคิดทบต้นในแต่ละเดือนจากต้นเงินยอดที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ในรายการต่าง ๆ แต่ละเดือนนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2533 ให้คิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แต่ถ้าช่วงใดของระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยลงบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16ไว้ในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ให้คิดตามอัตราที่คิดไว้จริงเมื่อคิดหนี้ต้นเงินที่ค้างชำระและดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วนำมารวมเป็นยอดหนี้ ณ วันที่ 12 กันยายน 2533 ได้เป็น จำนวนเท่าใดให้ถือเป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ (แต่ต้องไม่เกินจำนวน 6,450,073.54 บาท ตามฟ้อง) และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวโดยคิดไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์(แต่ยอดหนี้ถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 12,309,214.32 บาท ตามฟ้อง)และให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์จำนวน12,682.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 10,526 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์จำนวน 4,951,269.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2533จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และที่ดินโฉนดเลขที่ 4116พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เท่าที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพินทร บรรจงศิลป · ผล อนุวัตรนิติการ · วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้