Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สมาชิกของสหภาพแรงงานโจทก์แต่ละคนหากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกโจทก์สามารถบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานได้โดยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล ซึ่งจะดำเนินคดีด้วยตนเองหรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความ หรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานที่ตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 36 ก็ได้ เมื่อสมาชิกโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 และมาตรา 31

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 36 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 11

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงาน สมาชิกของโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต มีวันทำงานสัปดาห์ละ 6 วันวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ สมาชิกที่เป็นลูกจ้างรายวันมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 3 และวันที่ 18 ของเดือน ส่วนที่เป็นลูกจ้างรายเดือนจ่ายทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2541 จนถึงปัจจุบัน จำเลยมีคำสั่งให้สมาชิกของโจทก์บางส่วนหมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆ โดยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าน้อยลง กระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่อง และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติ เหตุที่จำเลยอ้างดังกล่าวมิใช่เหตุจำเป็นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ. 2541 มาตรา 75 เพราะเป็นเหตุที่กว้างใหญ่ไพศาลและเป็นภาวะทั่วไปของการผลิตไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นหรือเป็นการชั่วคราว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อบีบบังคับสมาชิกของโจทก์ทางอ้อมไม่ให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นกรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรรมการโจทก์บางคนเคยนำเรื่องดังกล่าวแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 7/2542 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าข่ายตามมาตรา 75 และไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จึงสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอีกร้อยละห้าสิบแก่ลูกจ้างของจำเลย

จำเลยไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานแต่อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในทางปกครอง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ทุกคนตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คำนวณจากยอดค่าจ้างของสมาชิกของโจทก์แต่ละปี เริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่สมาชิกของโจทก์ หากในระหว่างฟ้องจำเลยยังคงสั่งหยุดงานจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกของโจทก์ที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือชำระเสร็จ กับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ 7/2542 ลงวันที่ 19เมษายน 2542จำเลยให้การว่า ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้โจทก์ฟ้องคดีแทนสมาชิกของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2542 เมื่อมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2543โจทก์ไม่ได้ขอมติที่ประชุมใหญ่ให้ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยอีกครั้ง

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คณะกรรมการโจทก์ประชุมและมีมติมอบให้นางสาวนิภา มองเพชรนางสาวเตือนใจ ถาวรสาลี และนายสมเกียรติ ศรีชุบร่วง เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยไม่ได้มีการมอบอำนาจเป็นหนังสือ การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจึงไม่ชอบฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออก มีลูกจ้างประมาณ 1,500 คน นับแต่ปี 2540 เป็นต้นมา จำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจขาดแคลนคำสั่งซื้อของลูกค้า การสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าน้อยกว่าปกติ กระบวนการผลิตไม่ต่อเนื่อง จำเลยไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวแทน จำเลยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 ครบถ้วนแล้ว

จำเลยไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เนื่องจากไม่เคยมีข้อตกลงกับโจทก์หรือสมาชิกของโจทก์ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ว่าหากจำเลยยังคงสั่งหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างเพียงร้อยละห้าสิบอยู่อีก ก็ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่สมาชิกโจทก์ที่ขาดอีกร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายหรือชำระเสร็จนั้น เป็นการฟ้องเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต จำเลยจะสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะเหตุการณ์ในเวลานั้นซึ่งเป็นอำนาจจัดการของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2542ซึ่งต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครวินิจฉัยว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ครบถ้วนแล้วไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 7/2542 เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขอมติที่ประชุมใหญ่เพื่อดำเนินการแทนสมาชิกของโจทก์ในเรื่องนี้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายบางส่วนเกินกว่า 2 ปี และฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่มีคำสั่ง คดีโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามรายชื่อและจำนวนเงินดังที่ปรากฏในบัญชีเอกสารหมาย ล.19 ท้ายคำพิพากษากับให้รับผิดเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยคิดนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาซึ่งสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเบื้องแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างว่า

จำเลยสั่งให้สมาชิกของโจทก์หมุนเวียนหยุดงานเป็นช่วง ๆโดยอ้างเหตุจำเป็นเนื่องจากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และจ่ายค่าจ้างให้สมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยระหว่างหยุดงานเพียงร้อยละห้าสิบของอัตราค่าจ้างปกติการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 75 เป็นการผิดสัญญาจ้างและเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยสมาชิกของโจทก์และโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบแก่สมาชิกของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพแห่งข้ออ้าง ข้อหา และคำขอบังคับในคำฟ้องดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่สมาชิกของโจทก์แต่ละคนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่จะได้รับหรือจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่อีกร้อยละห้าสิบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ. 2541 และตามสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของสมาชิกของโจทก์โดยตรง ซึ่งหากสมาชิกของโจทก์คนใดประสงค์จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายและสัญญาจ้างแรงงานดังเช่นคดีนี้สมาชิกของโจทก์คนนั้นก็จะต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล โดยจะดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือจะแต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความเพื่อดำเนินคดีแทนหรือจะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ก็ได้ คดีนี้สมาชิกของโจทก์มิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยและมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน แต่โจทก์ในฐานะสหภาพแรงงานเป็นผู้ฟ้องจำเลยโดยมิได้มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งกับจำเลย

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8และมาตรา 31 ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยอุทธรณ์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2543

โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาจ้างเป็นครูดังกล่าวจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2533

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2532 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5061/2533

การที่บริษัทนายจ้างยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องซึ่งเป็นสหภาพแรงงาน แล้วผู้ร้องไม่ยอมรับข้อเรียกร้องและไม่ยอมเจรจานั้นถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น เมื่อบริษัทนายจ้างได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2533

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่ามติของคณะกรรมการสหภาพแรงงานจำเลยที่ให้ปลดโจทก์ออกจากสมาชิกสหภาพแรงงานตกเป็นโมฆะเมื่อปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกของจำเลยได้อีกแล้ว ดังนี้ โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้