Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ผู้รับโอนภายในกำหนด สัญญานี้เป็นอันยกเลิกโดยปริยายทันที เมื่อปรากฏว่าถึงกำหนดชำระงานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง ต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้ชำระเงินในวันที่ครบกำหนดตามใบวางบิล จึงถือว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงถูกยกเลิกไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 และเมื่อภายหลังจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้ว จำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าว มิได้เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับชำระเงินค่าว่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 5 แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 12 กันยายน 2556 โจทก์และจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามใบแจ้งหนี้ jws 13-0049 แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 วางบิลใบแจ้งหนี้ Jws 13-0049 จำนวนเงิน 338,588.13 บาท จำเลยที่ 5 ออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 ครบกำหนดชำระวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ปรากฏว่างานที่จำเลยที่ 1 ทำให้แก่จำเลยที่ 5 ชำรุดบกพร่อง

จำเลยที่ 5 แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขและยกเลิกใบรับวางบิลดังกล่าว จำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องแล้ว จำเลยที่ 5 ตรวจรับมอบงานแล้วออกใบรับวางบิลเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 กำหนดชำระวันที่ 17 มกราคม 2557 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2557 จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 338,588.13 บาท แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์ 87,034.50 บาท ค้างชำระ 251,553.63 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 268,817 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 251,553.63 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่

โจทก์ฎีกาว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์อนุมัติวงเงินรับซื้อลูกหนี้การค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ข้อความในสัญญาข้อ 11 ว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ที่ค้างเพื่อขอให้เป็นผู้รับชำระเงินเอง หากจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืน ก็จะมีผลทำให้สัญญาทุกสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยปริยาย หมายถึง ผู้รับโอนยกเลิกการอนุมัติวงเงิน ไม่ได้หมายความถึงยกเลิกสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง การยกเลิกสัญญาจึงเป็นเพียงยกเลิกอนุมัติวงเงินตามสัญญารับซื้อลูกหนี้การค้า มิได้ยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นสมบูรณ์แล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว จึงต้องชำระหนี้แก่โจทก์

การที่จำเลยที่ 1 รับเงินจากจำเลยที่ 5 เป็นการผิดสัญญาและทำละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้โอนตกลงให้โจทก์ผู้รับโอนเป็นผู้เรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 5 เพื่อหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ ทั้งตามสัญญาข้อ 12 วรรคหนึ่ง ระบุความว่า สัญญานี้จะยกเลิกกันโดยปริยายทันที เมื่อ 1. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้แก่ผู้รับโอนเมื่อครบกำหนด... ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ชำระเงินในวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ตามใบรับวางบิล

อันเป็นวันครบกำหนด สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องจึงถูกยกเลิกไปตามข้อสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาก็รับกันในคำฟ้องและคำให้การว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายตามข้อ 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งผลของการยกเลิกสัญญาดังกล่าวตามความในข้อ 12 วรรคสอง ระบุความว่า ให้หนี้คงค้างทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ครบกำหนดชำระ และจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้คงค้างทุกสัญญาและค่าเสียหายแก่โจทก์ อันหมายถึงหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนแก่โจทก์ด้วย จึงเห็นได้ว่าตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง กำหนดให้โจทก์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 5 มิได้ชำระเงินในวันครบกำหนด ดังนี้ เมื่อสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายแล้ว

โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินทั้งหมด การที่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานแล้วจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งการที่สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเลิกกันโดยปริยายดังกล่าวมิใช่เกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาเหตุผลอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แก้ว เวศอุไร · ธราธร ศิลปโอสถ · ชาติชาย กริชชาญชัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ - นายอร่าม แย้มสะอาด
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2928/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ม677/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ม470/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 890/2540

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 4 ก่อสร้างอาคาร และจำเลยที่ 4 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ โดยมีข้อความในสัญญากู้ด้วยว่า จำเลยที่ 4โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาให้แก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2567

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438/2559

ป.พ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้สามารถโอนสิทธิเรียกร้องที่มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2556

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ในค่าก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งขณะทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 2 และยังไม่ทรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11632/2554

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 โจทก์ตรวจรับมอบผ้างวดที่ 1 ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้