คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2532ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งว่าฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ให้ยกคำร้องโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องเป็นเรื่องขอให้ขยายเวลาฎีกาซึ่งตามกฎหมายจะต้องขอเข้ามาก่อนพ้นกำหนดฎีกา แต่โจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาฎีกาแล้ว จึงกำหนดระยะเวลาให้ไม่ได้ ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นเรื่องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งในเรื่องเกี่ยวเนื่อง กับการที่จะรับหรือไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา
ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่โจทก์ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาที่อาจยื่นฎีกาได้แล้วนั้น เป็นเรื่องการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ปัญหาจึงมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และไม่ว่าโจทก์จะยื่นฎีกามาด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาไปถึงเนื้อหาแห่งคำฟ้องฎีกานั้นด้วยเพราะยังมิใช่ขั้นตอนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา
คำสั่งของศาลชั้นต้นในกรณีเช่นนี้ จึงมิใช่เป็นคำสั่งในเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการที่จะรับหรือไม่รับฎีกาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าว จึงมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 223 โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคแรก มิใช่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษายกอุทธรณ์เสียนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่ามีเหตุอันควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์หรือไม่ไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
โจทก์มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษานั้นให้โจทก์ฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคแรก ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดไว้แล้ว หากโจทก์ประสงค์จะแก้ไขหรือเพิ่มเติมฎีกาของโจทก์นอกเหนือจากที่ฎีกาไว้เดิม โจทก์ก็ชอบที่จะร้องขอให้ภายในกำหนดระยะเวลาที่ให้ยื่นฎีกา จะมายื่นฎีกาใหม่หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่โจทก์ ซึ่งเท่ากับขอขยายระยะเวลาฎีกาภายหลังจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายสิ้นไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัยอย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกคำร้องของโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น.