คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่และหนี้ตามเช็คขาดอายุความเรียกร้องทางแพ่งเป็นเหตุให้คดีอาญาเลิกกันตามกฎหมายแล้วหรือไม่ในปัญหาแรกจำเลยทั้งสองฎีกาว่า
โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นชัดแจ้งถึงสาระสำคัญแห่งสัญญาว่าจ้าง และข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คพิพาทโดยมีเจตนาทุจริต การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังว่าเช็คพิพาทที่จำเลยทั้งสองออกเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจริงไม่ต้องด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้ค่าพิมพ์หนังสือแก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำเช็คพิพาทเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน จำเลยที่ 2เบิกความแต่เพียงว่ามูลหนี้ตามเช็คไม่ชัดเจน โดยมิได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นประกอบให้เห็นชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า
เช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีมูลหนี้อยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนในปัญหาว่าหนี้ตามเช็คขาดอายุความเรียกร้องทางแพ่งเป็นเหตุให้คดีอาญาเลิกกันตามกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งสองฎีกาว่ามูลหนี้ทางแพ่งได้ขาดอายุความโดยโจทก์มิได้ดำเนินการฟ้องเรียกร้องทางแพ่งภายในกำหนด 2 ปี เห็นว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินกำหนดระยะเวลา 2 ปี ที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งได้ จึงต้องฟังว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีมูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังคงมีอยู่
แม้ต่อมาโจทก์จะไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามมูลหนี้ดังกล่าวก็เป็นคนละส่วนกับการกระทำผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีในส่วนอาญาจะเลิกกันตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หรือไม่นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มูลหนี้ที่ผู้กระทำผิดออกเช็คชำระหนี้นั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาซึ่งหมายความถึงกรณีที่มูลหนี้นั้นได้ระงับไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการชำระหนี้ ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้หรือ มีการแปลงหนี้ใหม่ ดังนั้น การที่เจ้าหนี้มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจนเป็นเหตุให้หนี้ขาดอายุความจึงไม่อาจถือว่ามูลหนี้เดิมสิ้นความผูกพันโดยหนี้นั้นได้ระงับแล้วไม่
เพราะมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทชำระหนี้ยังมีอยู่ ยังไม่ได้ระงับไปเพียงแต่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจากจำเลยทั้งสองเนื่องจากโจทก์ละเลยมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เท่านั้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทและโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้โดยจำเลยทั้งสองไม่อาจแสดงข้อแก้ตัวอย่างอื่นที่ไม่ต้องรับผิดจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้องพิพากษายืน