Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยเป็นคนสัญชาติญวนไม่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หลังหนึ่งเลยแล้วไปแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมทะเบียน จดข้อความเท็จลงในทะเบียนบ้านอีกหลังหนึ่งว่าจำเลยเป็นคนสัญชาติไทย ย้ายมาจากบ้านที่จำเลยไม่เคยมีชื่ออยู่นั้นการกระทำของจำเลย ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบังอาจแจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนเขตดุสิตว่า จำเลยมีสัญชาติไทย ขอทำบัตรประชาชนคนไทยและนายทะเบียนเขตดุสิต ได้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์ สำหรับใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวบุคคลและสัญชาติ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายแก่นายทะเบียนเขตดุสิตนั้น เมื่อปรากฏว่าบัตรประจำตัวประชาชน ที่เจ้าพนักงานออกให้นั้น ไม่มีการจดข้อความเท็จที่ว่าจำเลยมีสัญชาติไทย ลงไว้กรณีจึงไม่ครบองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จำเลยคงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ แก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เท่านั้นการที่จำเลยซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาว่าเป็นคนญวนอพยพ หนีจากเขตควบคุมให้การปฏิเสธพร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูนั้นเป็นการปฏิเสธในฐานะผู้ต้องหาแม้ข้อความ ที่จำเลยให้การนั้นจะเป็นเท็จก็ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา137 และจะเอาผิดแก่จำเลยฐานใช้ หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงาน จดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นคนญวนอพยพ กระทำผิดกฎหมายหลายกรรม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91 และริบบัตรประจำตัวประชาชนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษตามฟ้องข้อ (ก) จำคุก 6 เดือน ลงโทษตามฟ้องข้อ (ข)(ค) จำคุก 6 เดือน ริบบัตรประจำตัวประชาชนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนสัญชาติญวน ชื่อนางทวา ด่าวทิเกิดที่ประเทศอินโดจีน เข้ามาในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2489 มาอยู่ที่จังหวัดหนองคาย ต่อมา พ.ศ. 2510 จำเลยยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวญวนอพยพจากจังหวัดหนองคายไปอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2516 จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองอุดรธานีว่าจำเลยชื่อนางพรณี มนชัยภูมิ ได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 25/30 ถนนศรีชมชื่นตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยย้ายมาจากบ้านเลขที่ 9/19 ถนนข้างอำเภอ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นความเท็จเพราะไม่ปรากฏว่าเคยมีคนชื่อพรณี มนชัยภูมิ อยู่ในบ้านเลขที่ 9/19ดังกล่าวเลยปี

พ.ศ. 2520 นายอุดมได้แจ้งย้ายจำเลยเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2521 จำเลยได้ยื่นคำขอมีหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนต่อเจ้าพนักงานเขตดุสิตโดยอ้างว่าจำเลยเป็นคนสัญชาติไทย เจ้าพนักงานได้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยในนามของนางพรณี มนชัยภูมิ ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.5 ต่อมา พ.ศ. 2524 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวจำเลยในข้อหาญวนอพยพหลบหนีจากเขตควบคุมจำเลยให้การปฏิเสธโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหมาย ล.5 ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูเพื่อแสดงว่าจำเลยไม่ใช่คนญวนแล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามฟ้องข้อ (ก) การที่จำเลยเป็นคนสัญชาติญวนไม่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 9/19 ถนนข้างอำเภอตำบลหมากแข้ง

อำเภอเมืองอุดรธานี แล้วจำเลยมาแจ้งให้เจ้าพนักงานเทศบาลเมืองอุดรธานีผู้มีหน้าที่ในการควบคุมทะเบียนจดข้อความเท็จลงในทะเบียนบ้านเลขที่ 25/30ถนนศรีชมชื่น ในเขตตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ว่าจำเลยเป็นคนชาติไทย ย้ายมาจากบ้านเลขที่ 9/19 ถนนข้างอำเภอ ตำบลหมากแข้งอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้อง ข้อ (ก)ดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ส่วนในฟ้องข้อ (ข) ที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยบังอาจแจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนเขตดุสิตว่า จำเลยเป็นบุคคลมีสัญชาติไทย ขอให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยนั้น ปรากฏว่าบัตรประจำตัวประชาชนหมาย จ.5ที่เจ้าพนักงานออกให้นั้นหาได้มีการจดข้อความเท็จที่ว่า

นางพรณี มนชัยภูมิมีสัญชาติไทย ลงไว้ในเอกสารนั้นด้วยไม่ ฉะนั้นกรณีจึงไม่เข้าองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ได้ จำเลยคงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เท่านั้น ในฟ้องข้อ (ค) ที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยแจ้งความเท็จแก่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์จึงประไพ ว่าจำเลยเป็นคนไทยนั้น คดีได้ความตามคำของจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์จึงประไพ เองว่า จำเลยได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่จับกุมตัวส่งมายังกองกำกับการตำรวจภูธรอุดรธานี ในข้อหาว่าเป็นคนญวนอพยพหนีจากเขตควบคุม การที่จำเลยให้การปฏิเสธพร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวประชาชนให้จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ดูจึงเป็นการให้การปฏิเสธในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาจะให้การรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ได้

เมื่อกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ แม้ข้อความที่จำเลยให้การนั้นจะเป็นเท็จก็ย่อมจะเอาผิดแก่จำเลยฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ไม่ได้และจะเอาผิดแก่จำเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ลงโทษจำเลยฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงในทะเบียนบ้านอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267และลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานในการขอบัตรประจำตัวประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ริบของกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวี กสิยพงศ์ · เสรี แสงศิลป์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2567

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่าจำเลยมอบอำนาจให้ ม. ยืนคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการของบริษัท ด. โดยมีกรรมการเข้าใหม่ 1 คน คือ พ. และกรรมการออกจากตำแหน่ง 2 คน คือ โจทก์ทั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2566

การบรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งความเท็จ ต้องระบุชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร คำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2563

สัญญาบันทึกข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายมี ส. และผู้เสียหายร่วมลงลายมือชื่อเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้เสียหายยินยอมชำระเงินให้แก่ ส. ซึ่งเป็นตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจช่วงของบริษัท ด. โดยเอกสารดังกล่าวมีห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2559

แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่ ภ. และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 596140)

ป.อ. ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุมิได้บัญญัติบทนิยามของ "เจ้าพนักงาน" ไว้ เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐมิได้มีแต่ส่วนราชการ แต่ประกอบไปด้วย รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ รวมทั้งองค์กรอิสระ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้