Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2519 (เลขอ้างอิง 40715)

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยต่างฟ้องกันเกี่ยวกับการเช่าโรงแรม ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงตกลงกันเพื่อเลิกคดี เรื่องค่าเช่าที่ค้างนั้นตกลงกันว่า โจทก์ยอมชำระค่าเช่าที่ค้างมาทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะได้คิดตัวเลขกันต่อไปว่าค้างค่าเช่ามาเท่าใด ต่อมาจำเลยแถลงว่าโจทก์ยังค้างค่าเช่ารวม 10 เดือน โจทก์แถลงโต้แย้งว่าค้าง 4 เดือนเท่านั้น อีก 6 เดือนต่อจากนั้นโจทก์ถือว่าไม่ใช่ค่าเช่า เพราะการเช่าต้องมีใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการโรงแรมได้ แต่ทางการไม่ต่อใบอนุญาตให้ เพราะจำเลยไปร้องไม่ให้ต่อใบอนุญาต ดังนี้เมื่อโจทก์มิได้เถียงว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าสำหรับระยะเวลา 6 เดือน หลังนี้ เพราะว่าได้เลิกสัญญาเช่ากันแล้ว เมื่อการเช่ายังมีอยู่โจทก์ก็ต้องรับผิดในเรื่องค่าเช่า และที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไปร้องขอให้ทางการไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจการโรงแรมในที่ที่เช่านั้น เมื่อปรากฏแก่ศาลว่าโรงแรมยังดำเนินกิจการอยู่ในระหว่างนั้น โจทก์ยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินที่เช่า โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่าตอบแทน ศาลย่อมพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเช่าที่ค้างอยู่ทั้ง 10 เดือน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนศาลพิจารณาพิพากษารวมกันสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงเช่าโรงแรมพัทยาบีชจากจำเลยโดยจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบโรงแรมดังกล่าวพร้อมด้วยเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย แต่เมื่อทำสัญญาเช่ากันแล้วปรากฏว่าเครื่องใช้ดังกล่าวยังไม่เรียบร้อยตามสัญญาโจทก์ที่ 1 เตือนให้จำเลยจัดการแก้ไขให้เรียบร้อยจำเลยไม่จัดการแก้ไขให้ ได้บอกให้โจทก์ที่ 1 จัดการเอง โดยจำเลยยอมเสียค่าใช้จ่ายให้ โจทก์ได้จัดการติดตั้งและซ่อมแซมเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงขอพิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การสรุปความว่า จำเลยมิได้รับว่าจะจัดการแก้ไขเครื่องใช้หรือขอร้องให้โจทก์จ่ายเงินแก้ไขส่วนบกพร่องต่าง

ๆ ดังโจทก์อ้างสัญญาเช่าไม่สมบูรณ์และเป็นสัญญาปลอมสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจะเข้าดำเนินกิจการโรงแรมพัทยาบีช เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2514 ได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 มาติดต่อขอเช่าโรงแรมจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาเช่ามีกำหนด 2 ปี อัตราค่าเช่า 3 เดือนแรกเดือนละ 50,000 บาท เดือนต่อไปเดือนละ 60,000 บาทจำเลยประพฤติผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยคงค้างค่าเช่าเดือนกันยายนตุลาคม 2514 เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเช่าประจำเดือนกรกฎาคม 2515เป็นเงินตามเช็ค 30,000 บาท ค่าเช่าเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม 2515เดือนละ 60,000 บาท 3 เดือนเป็นเงิน 180,000 บาท

รวมค้างค่าเช่าทั้งสิ้น310,000 บาท และในเดือนพฤศจิกายน 2515 จำเลยดำเนินกิจการในโรงแรมเป็นการละเมิด 15 วัน โจทก์คิดเป็นค่าเสียหายเท่าอัตราค่าเช่าเป็นเงิน 30,000บาท ขอศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากโรงแรมพัทยาบีชให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเช่าที่ค้าง 310,000 บาท และค่าเสียหายถึงวันฟ้อง 30,000 บาทและค่าเสียหายถัดจากวันฟ้องจนถึงวันจำเลยส่งมอบโรงแรมพัทยาบีชคืนโจทก์ในอัตราเดือนละ 60,000 บาทจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การสรุปความว่า การเช่าโรงแรมพัทยาบีชโจทก์รับรองจะจัดการซ่อมให้ใช้การได้ใน 7 วัน จำเลยที่ 1 หลงเชื่อจึงลงชื่อในสัญญาเช่าและจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้า 100,000 บาทให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ยอมซ่อมจำเลยจึงได้ฟ้องโจทก์ตามสำนวนแรก

จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนร่วมในการเช่าด้วยโจทก์ติดค้างค่าซ่อมและค่าเช่าเครื่องปรับอากาศเครื่องละ 400 บาทต่อเดือนโจทก์ยอมให้จำเลยหักเงินจำนวนนี้จากเงินค่าเช่าที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ได้จำเลยมิได้ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นเรียงฝ่ายนางยวนใจ จันทรังษี กับพวกว่าโจทก์ เรียกฝ่ายนางสาวจงสวัสดิ์ ไกรฤกษ์ ว่าจำเลยก่อนสืบพยาน คู่ความแถลงตกลงกันเพื่อเลิกคดี ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 คือ1. จำเลยยอมให้โจทก์เช่าต่อไปอีก 2 ปี นับแต่วันสิ้นเดือนกรกฎาคม2516 คิดค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาทตามเดิม โดยโจทก์ต้องชำระค่าเช่าทุกเดือนไม่ขาด2. โจทก์ยอมชำระค่าเช่าที่ค้างจำเลยมาทั้งหมดโดยไม่มียกเว้น ซึ่งจะได้คิดตัวเลขกันต่อไปว่าค้างค่าเช่ามาเท่าใด

ขอให้นัดพร้อมกันวันที่ 11 มิถุนายน 2516วันที่ 11 มิถุนายน 2516 คู่ความแถลงต่อศาลดังปรากฏความในรายงานกระบวนพิจารณาคือ1. คู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ค้างค่าเช่ามาก่อนเดือนกันยายน 2515เป็นเงิน 90,000 บาท2. จำเลยแถลงว่า โจทก์ยังค้างค่าเช่าแต่เดือนกันยายน 2515 เรื่อยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2516 รวม 10 เดือน เดือนละ 60,000 บาท เป็นเงิน600,000 บาท ฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่าได้ค้างค่าเช่าแต่เดือนกันยายน 2515 ถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2515 เท่านั้น ต่อจากนั้นมาโจทก์ถือว่าไม่ใช่ค่าเช่า เพราะการเช่าต้องมีใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการโรงแรมได้ แต่ทางการไม่ต่อใบอนุญาตให้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2516 เพราะเป็นความผิดของฝ่ายจำเลยที่ไปร้องต่อทางการไม่ให้ต่อใบอนุญาตให้ โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2516 จนถึงขณะนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามที่ได้ตกลงกันในรายงานดังกล่าวแม้โจทก์จะเถียงตามข้อ 2 แต่รูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้เป็นไปตามข้อตกลง โดยจำเลย (นางสาวจงสวัสดิ์ ไกรฤกษ์ หรือ บริษัทโฮเต็ลพัทยาบีช จำกัด) ต้องให้โจทก์ (นางยวนใจ จันทรังษี หรือ นายบิลลี่ ดี วอเรน) เช่าโรงแรมพัทยาบีชต่ออีก 2 ปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2516 โดยคิดอัตราค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท และต้องชำระทุกเดือนไปไม่ขาด และให้โจทก์ชำระค่าที่ค้างจนถึงเดือนมิถุนายน 2516 ซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์แล้ว คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยจำนวน 332,500บาท โดยให้ชำระภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2516 และให้โจทก์ชำระค่าเช่าเดือนต่อ ๆ ไปเดือนละ 60,000 บาท จนหมดอายุการเช่า ส่วนนางใย จันทรังษีจำเลยที่ 3 นั้นให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะเกี่ยวกับค่าเช่าที่ค้างชำระว่า โจทก์ควรชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแต่เดือนกันยายน 2515 ถึงเดือนธันวาคม 2515 เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระค่าเช่าต่อไปอีก 6 เดือน นับแต่เดือนมกราคม 2516 ถึงเดือนมิถุนายน 2516 เป็นการนอกฟ้องและนอกข้อตกลงศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเช่าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยนับแต่เดือนกันยายน 2515 ว่าค้างกันเพียง 4 เดือนเป็นเงิน 240,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องชำระค่าเช่าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเห็นว่าในระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2516 เรื่องมานั้นโจทก์มิได้เถียงว่า ที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่า เพราะว่าได้เลิกสัญญาเช่ากันแล้ว เมื่อการเช่ายังมีอยู่ โจทก์ก็ต้องรับผิดในเรื่องค่าเช่า ส่วนข้อที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้ไปร้องขอให้ทางการไม่อนุญาตให้ดำเนินการกิจการโรงแรมในที่ ๆ เช่าซึ่งเป็นความผิดของจำเลยนั้น ปรากฏว่า เมื่อศาลชั้นต้นไปเผชิญสืบโรงแรมพิพาทเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2516 โรงแรมยังดำเนินกิจการอยู่ โจทก์ยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินที่เช่า จึงต้องชำระค่าเช่าตอบแทนพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนับ คัมภีรยส · รื่น วิไลชนม์ · สมชัย ทรัพยวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2519 (เลขอ้างอิง 108168)

โจทก์และจำเลยต่างฟ้องกันเกี่ยวกับการเช่าโรงแรม ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงตกลงกันเพื่อเลิกคดี เรื่องค่าเช่าที่ค้างนั้นตกลงกันว่า โจทก์ย่อมชำระค่าเช่าที่ค้างมาทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะได้คิดตัวเลขกันต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568

โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567

การแพ้หรือชนะคดีกันตามคำท้านั้น ผลที่ได้จากเงื่อนไขที่ท้ากันจะต้องชัดเจนตรงกับประเด็นตามคำท้าโดยที่ศาลไม่ต้องตีความผลดังกล่าวให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดอีก เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการถือเอาคำวินิจฉัยของศาลเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส รวมทั้งอาคารพักพนักงานจำนวน 2 ชั้น ฯลฯ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563

คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีที่ ส. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยร่วมกันขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้