Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2518 (เลขอ้างอิง 40899)

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เกิดกับภริยาคนก่อนซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสและเลิกร้างกันไปแล้วส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินให้บุตรเหล่านี้ทุกคนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นหนังสือ ที่ดินมีโฉนดอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 2 นั้นมีเนื้อที่เพียง 65 ตารางวาจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ผู้ให้เอง และได้สมรสแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากแล้ว และไม่ปรากฏว่าขณะที่ยกให้นั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักทรัพย์อันมีค่าอย่างอื่นอีก ถือได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีฯ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473(3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิให้ได้ (อ้างนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 524/2506) ที่ดินตาม น.ส.3 อีกแปลงหนึ่งเป็นที่ดินที่มารดายกให้จำเลยที่ 1 โดยระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัว แม้จะไม่ได้จดทะเบียนไว้ก็ไม่สำคัญเพราะขณะที่ยกให้นั้นยังไม่มีโฉนดหรือหนังสือสำคัญ (อ้างนัยคำพิพากษาฎีกาที่134/2513) จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ยกที่ดินมีโฉนดอันเป็นสินสมรสแปลงหนึ่งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เองที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่เพียง 2 งานศษและเมื่อให้แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์ร่วมกันอีกมากถือได้ว่าเป็นการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1473(3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน ส่วนจำเลยที่1 ยังให้ที่ดินสินสมรสแก่จำเลยที่ 3 อีกแปลงหนึ่งแม้จะมีราคาเพียง 70,000 บาท แต่มีเนื้อที่ถึง 7 ไร่เศษและไม่จำเป็นต้องให้อีก เพราะได้ให้ไปแปลงหนึ่งแล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมดี และอาจทำให้ฐานะของโจทก์ตกต่ำลงได้ จึงสมควรเพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินแปลงนี้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินสินสมรสแปลงหนึ่งให้จำเลยที่ 7 โดยที่ได้ยกให้ไปสองแปลงแล้ว ถือว่าไม่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีฯ จึงต้องเพิกถอนเช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่สำนวน รวมจำเลยทั้งหมด 7 คน ศาลสั่งรวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนสรุปใจความได้ว่าโจทก์จำเลยที่ 1 เป็นสามีภรรยากัน มีบุตร 7 คน คือจำเลยที่ 3 ถึง 7 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากภรรยาคนก่อนซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสและทิ้งร้างกันไป เมื่อ 23 ปีมาแล้วบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกมากมาย จำเลยที่ 1 ได้ไปจดทะเบียนรับมรดกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 93 ร่วมกับพี่น้องอีก6 คน แล้วโอนให้จำเลยที่ 2 ไปโดยเสน่หาและต่อมาได้โอนที่ดินโฉนดที่ 4319 ให้แก่จำเลยที่ 2 ไปโดยเสน่หาอีกพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้าง และได้ยกที่ดินโฉนดที่ 2239 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างกับที่ดินโฉนดที่ 1172 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา กับยกที่ดินโฉนดที่ 7743 ให้แก่จำเลยที่ 4, 5, 6 ไปโดยเสน่หา

ยกที่ดินโฉนดที่ 4670 ให้แก่จำเลยที่ 5, 6 โดยเสน่หา และจำเลยที่ 1 ร่วมกับพี่น้องอีก 6 คนไปขอรับมรดกของบิดาคือที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 308 แม้บุคคลดังกล่าวได้ยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 7 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยกที่ดินโฉนดที่ 4005 พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างกับที่ดินโฉนดที่ 5009 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 7 ไปอีก ที่ดินทั้ง 9 แปลงนี้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น จำเลยที่ 1 ได้โอนให้จำเลยที่ 2 ถึง 7 ไปโดยวิธีลักลอบ ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นหนังสือ จึงขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมยกให้ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แปลงละครึ่ง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งให้โจทก์

จำเลยทุกคนให้การสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 มีบุตรกับโจทก์ตามฟ้องและได้ยกที่ดินต่าง ๆ ให้บุตรคือจำเลยตามฟ้องจริง แต่ที่ดินโฉนดที่ 4319 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้ขายสินส่วนตัวแล้วนำเงินไปซื้อมา ที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 93 เป็นสินส่วนตัว ที่ดินโฉนดที่ 2239 นำเงินมรดกไปรับจำนอง และผู้จำนองโอนตีชำระหนี้ให้ ที่ดินโฉนดที่ 1172 จำเลยที่ 1 นำเงินสินส่วนตัวไปซื้อ ที่ดินโฉนดที่ 7743 พร้อมสิ่งปลูกสร้างก็เป็นสินส่วนตัวได้มาก่อนสมรส ที่ดินโฉนดที่ 4670 เป็นสินส่วนตัว ได้รับยกให้จากบิดามารดา ที่ดินโฉนดที่ 4005 และ 5009 นำเงินกองมรดกที่เป็นสินส่วนตัวไปซื้อมา และที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 308 นั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้รับมรดกมาเป็นสินส่วนตัว จึงมีสิทธิทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทุกแปลงโดยไม่ต้องบอกให้โจทก์ทราบ และเป็นการยกให้ทางหน้าที่ศีลธรรมในฐานะบิดากับบุตร

ทั้งโจทก์จะฟ้องขอแบ่งสินสมรสโดยมิได้ฟ้องหย่าก่อนไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 แล้วว่าจะไม่เรียกร้องทรัพย์สินใด ๆ จากจำเลยที่ 1 อีก คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว และโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 สามี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินโฉนดที่ 4319 พร้อมเรือน 1 หลังให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเสียครึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1, 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เกิดกับภริยาคนก่อนซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสและเลิกร้างกันไปแล้ว

ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินให้บุตรเหล่านี้ทุกคนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นหนังสือ ที่ดินโฉนดที่ 4319 อันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 2 นั้นมีเนื้อที่เพียง 65 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ผู้ให้เองและได้สมรสแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากแล้ว และไม่ปรากฏว่าขณะที่ยกให้นั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักทรัพย์อันมีค่าอย่างอื่นอีก ถือได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473(3) จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิให้ได้ (อ้างนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 524/2506) ส่วนที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 93 นั้นเป็นที่ดินที่มารดายกให้จำเลยที่ 1 โดยระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัว

แม้จะไม่ได้จดทะเบียนไว้ก็ไม่สำคัญ เพราะขณะที่ยกให้นั้นยังไม่มีโฉนดหรือหนังสือสำคัญ (อ้างนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 134/2513) จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินอันเป็นสินสมรสโฉนดที่ 2239 ให้แก่จำเลยที่ 3นั้น เห็นว่ามีเนื้อที่เพียง 2 งานเศษ จำเลยผู้รับให้เป็นบุตรของโจทก์และจำเลยผู้ให้เอง และเมื่อให้แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ยังมีทรัพย์ร่วมกันอีกมาก ถือได้ว่าเป็นการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473(3) โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน แต่สำหรับที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 1172 นั้นปรากฏว่ามีเนื้อที่ถึง 7 ไร่เศษ แม้จะมีราคาเพียง 70,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้อีก

เพราะจำเลยที่ 3 ได้ที่ดินโฉนดที่ 2239 ไปแปลงหนึ่งแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสมาคม และอาจทำให้ฐานะของโจทก์ตกต่ำลงได้ จึงสมควรเพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินแปลงนี้ดังโจทก์ฟ้อง ส่วนที่ดินสินสมรสโฉนดที่ 5009 ที่จำเลยที่ 1 ยกให้แก่จำเลยที่ 7 นั้นเห็นว่าเป็นการให้โดยไม่จำเป็นต้องให้แต่อย่างใด เพราะจำเลยที่ 1 ได้ให้ที่ดินโฉนดที่ 4005 กับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 308 ไปแล้วจึงต้องถือว่าการให้นี้ไม่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสมาคม จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจกระทำได้โดยลำพังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473(3) ต้องเพิกถอนการให้รายนี้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ให้กับจำเลยที่ 3 ผู้รับให้ในที่ดินโฉนดที่ 1172 กับให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ให้กับจำเลยที่ 7 ผู้รับให้ในที่ดินโฉนดที่ 5009 ให้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมคำขอของโจทก์อื่น ๆ นอกจากนี้ให้ยกเสีย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้