Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2519 (เลขอ้างอิง 40927)

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 3 ครั้ง ตามสัญญา 3 ฉบับ รวม 21 คันโดยชำระเงินในวันทำสัญญาแต่ละฉบับจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้นผ่อนชำระเป็นงวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยส่งชำระให้แก่โจทก์นั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ระบุให้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถคันใดโดยเฉพาะ จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 ซึ่งถ้าลูกหนี้ไม่ได้ระบุว่าชำระหนี้รายใด ก็ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเช่าซื้อโดยไม่ชำระตรงตามวันและเดือนที่กำหนดไว้มาแต่เริ่มแรกและในระยะหลังๆ ก็ผิดนัดกว่า 2 เดือน ถึง 7 เดือน ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อให้ถือว่าโจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อได้ทันที และจำเลยต้องส่งรถคืนโจทก์ แต่โจทก์ก็ยอมผ่อนผันไม่ติดตามเอารถคืน ยังคงรับเงินจากจำเลยแบ่งเฉลี่ยชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้ง 3 ฉบับ ยิ่งกว่านั้นเมื่อโจทก์ออกใบรับเงินให้จำเลย จำเลยก็มิได้ทักท้วงหรือโต้แย้ง จึงต้องถือว่าการแบ่งเฉลี่ยหนี้ของโจทก์เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยแล้ว จำเลยจะมาระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ให้หนี้สินรายนั้นได้เปลื้องไปอีกหาได้ไม่จำเลยชำระหนี้ค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลา โจทก์ก็ยอมผ่อนผันให้จำเลยชำระไม่บังคับตามสัญญาทันที ทั้ง ๆที่สัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันมีผลบังคับทันที บรรดาเงินที่ชำระแล้วให้โจทก์ริบทั้งสิ้น และจำเลยต้องส่งรถคืนแล้วจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อเกิน 2 ครั้งแล้วแต่ยังคงครอบครองและใช้รถเหล่านั้นตลอดมา โจทก์จึงได้ติดตามยึดรถคืน แต่หลังจากจำเลยผิดสัญญาแล้ว โจทก์ยังยอมรับชำระเงินจากจำเลยทั้งๆ ที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โดยโจทก์ไม่ใช้สิทธิกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อจึงต้องถือว่าโจทก์ยอมรับเงินจากจำเลยเป็นค่าเสียหายในการที่จำเลยใช้รถที่เช่าซื้อนั่นเอง ดังนี้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายในระหว่างผิดนัดถึงวันที่จำเลยชำระเงินครั้งสุดท้ายซ้ำอีกไม่ได้คงเรียกค่าเสียหายได้ตั้งแต่วันชำระเงินครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถที่เช่าซื้อนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ว่าด้วยเช่าซื้อมิได้บัญญัติเรื่องอายุความสำหรับฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาและยังใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้นอยู่ไว้โดยตรง ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เพราะมิใช่ค่าเสียหายฐานละเมิด ส่วนการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกให้ผู้เช่าซื้อส่งทรัพย์คืนหากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น ก็เป็นเรื่องที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์สินคืน ย่อมมีอายุความ 10 ปีเช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องใจความว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์รวม 3 ครั้งคือ1. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2508 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกกะบะเทท้ายจากโจทก์ไปรวม 6 คัน จำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 15 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 20 ตุลาคม 2509 เป็นต้นไป2. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2509 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกกะบะเทท้ายจากโจทก์ 5 คัน จำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 13 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 1มีนาคม 2510 เป็นต้นไปเกิน 2 งวด3. เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2509 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกกะบะเทท้ายจากโจทก์ไป 10 คัน จำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 12 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2510 เป็นต้นไปเกิน 2 งวดเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อเกิน 2 ครั้งแล้ว แต่ยังคงครอบครองและใช้รถยนต์เหล่านั้นตลอดมา

โจทก์จึงได้ติดตามยึดรถคืนมาได้ทั้งหมด ยกเว้นรถคันหมายเลขเครื่อง ยู ดี 3-230991 ที่โจทก์ยังติดตามไม่พบการที่จำเลยผิดนัดและไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่อาจนำรถยนต์เหล่านั้นไปให้ผู้อื่นเช่า ซึ่งโจทก์ควรจะได้ค่าเช่าคันละ 9,000บาท ต่อเดือน รวมจะได้ค่าเช่าสำหรับรถที่ได้คืนแล้วทั้งสิ้น 340,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายรถที่ยังไม่ได้คืน 1 คันอีกเป็นเงิน 30,000 บาท คงเป็นค่าเสียหายรวมทั้งสิ้นถึงวันฟ้องเป็นเงิน 460,000 บาท และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามรถคืนจากจำเลยทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,200 บาท จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายและค่าติดตามเอารถคืนสำนวนแรกเป็นเงิน 432,240บาท

สำนวนหลังเป็นเงิน 30,960 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะสำนวนแรกให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขเครื่อง ยู ดี3-230991 ให้แก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน 40,000 บาทแทน กับค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะคืนรถหรือใช้ราคาให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ใช้หรือใช้ไม่ครบ และไม่คืนหรือใช้ราคารถก็ให้จำเลยที่ 2ในแต่ละสำนวนใช้แทนตามส่วนที่ตนค้ำประกันด้วยจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนให้การมีใจความว่า ความจริงจำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์จากโจทก์ 21 คัน โดยผ่อนชำระราคาเป็นงวด ๆ หาใช่ตกลงเช่าซื้อไม่โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่มีเจตนาจะให้ผูกพันตามสัญญานั้น

การที่โจทก์ยึดรถไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ได้ชำระราคารถยนต์ให้โจทก์ถึง 2,550,000 บาท เฉพาะสัญญาฉบับแรกชำระครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์รับชำระเป็นค่ารถยนต์ตามสัญญาฉบับที่ 2 ที่ 3 จึงเป็นเหตุให้สัญญาฉบับแรกค้างชำระงวดสุดท้ายเพียงงวดเดียวโจทก์และจำเลยที่ 1 เคยทำความตกลงเกี่ยวกับเงินค่ารถยนต์ที่ค้างชำระหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายจำเลยยอมคืนรถยนต์ 20 คันให้โจทก์เป็นการหักกลบลบหนี้กันโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย สำหรับรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ยู ดี 3-230991ได้ชนกับรถยนต์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายจนใช้การไม่ได้ตั้งแต่เดือนมกราคม2510 ซึ่งโจทก์ทราบแล้วและไม่ยอมรับรถคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากรถยนต์คันนี้

อย่างไรก็ดี หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อดังฟ้อง โจทก์ก็มีสิทธิเพียงแต่ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระแล้วกับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น หามีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมีจำนวนสูงเกินกว่าความเป็นจริง คดีของโจทก์ขาดอายุความจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธความรับผิดทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 1 และต่อสู้ว่า โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันทราบว่าจำเลยที่ 1ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด และมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 และคดีขาดอายุความแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามสำนวนแรก 430,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดจากวันฟ้อง(12 มกราคม 2516) ไปจนกว่าจะใช้เงินเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์คันหมายเลขเครื่อง ยู ดี 3-230991 แก่โจทก์ ถ้าไม่คืนก็ให้ใช้ราคา 40,000บาทแทน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายสำหรับรถคันนี้เดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคารถเสร็จ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ก็ให้นายวิเชียรจำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามสำนวนหลัง 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ใช่ก็ให้นายประเทืองจำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลชั้นต้นสั่งให้รับฎีกาสำนวนแรก

ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงให้รับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความเท่านั้นศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ตามฟ้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยฎีกาว่า การชำระเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยส่งชำระให้แก่โจทก์มาจนถึงเดือนมกราคม 2511 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,606,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ระบุให้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์คันใดโดยเฉพาะการจัดลำดับการชำระหนี้จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 328 วรรคสองได้พิเคราะห์บทบัญญัติมาตรานี้แล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่ลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งโดยมีหนี้สินหลายรายด้วยกัน การชำระหนี้หลายรายนั้นเป็นการอย่างเดียวกัน และการที่ลูกนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกราย

ฉะนั้น เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้จึงเป็นผู้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไป แต่ถ้าลูกหนี้ไม่ได้ระบุว่าชำระหนี้รายใดก็ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ผิดนัดชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์โดยไม่ชำระเงินตรงตามวันและเดือนที่กำหนดไว้มาแต่เริ่มแรก และในระยะหลัง ๆ ก็ผิดนัดกว่า 2 เดือน ถึง 7 เดือน ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 8 ให้ถือว่า โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อได้ทันที และจำเลยที่ 1 ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่โจทก์ก็ยอมผ่อนผันไม่ติดตามเอารถยนต์คืนยังคงรับเงินจากจำเลยที่ 1 แบ่งเฉลี่ยชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้ง 3 ฉบับยิ่งกว่านั้นเมื่อโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินมอบให้จำเลยที่ 1 จำเลยก็มิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งแต่อย่างใด

ฉะนั้น จึงต้องถือว่าการแบ่งเฉลี่ยชำระหนี้ของโจทก์เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยจะมาระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปอีกหาได้ไม่ ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาว่าการที่โจทก์คิดค่าเสียหายเอากับจำเลยตั้งแต่ที่โจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัดตามสัญญาเช่าซื้อเป็นต้นมาจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถกลับคืน จำเลยยังส่งเงินชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมา เงินที่จำเลยส่งชำระจึงไม่ใช่เงินชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาต่อไปอีก โจทก์จะถือสิทธิริบเงินที่จำเลยชำระต่อจากนั้นหาได้ไม่นั้นศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ แต่การชำระเงินค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ก็ยอมผ่อนผันให้จำเลยผ่อนชำระไม่บังคับตามสัญญาทันที

ทั้ง ๆ สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์และจำเลยที่ 1ทำต่อกันนั้น ทุกฉบับซึ่งได้แก่เอกสารหมาย จ.8, จ.10 และ จ.12 กำหนดไว้ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันมีผลบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า บรรดาเงินที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระแล้วทั้งหมดให้ริบเป็นของผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น และผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยโดยพลัน ตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อตามสัญญาทั้ง 3 ฉบับ เพราะจำเลยเองก็ยอมรับว่าได้ผิดนัดไม่สามารถชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จริง เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อเกิน 2 ครั้งแล้ว แต่ยังคงครอบครองและใช้รถยนต์เหล่านั้นตลอดมา

โจทก์จึงได้ติดตามยึดรถคืนมาได้ทั้งหมด ยกเว้นรถคันหมายเลขเครื่อง ยู ดี 3-230991 ที่โจทก์ยังติดตามไม่พบ แต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว โจทก์ยังยอมรับชำระเงินจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาหมาย จ.8, จ.10 และ จ.12 อีกหลายครั้ง ทั้ง ๆ ที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโดยโจทก์ไม่ใช้สิทธิกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ จึงต้องถือว่าโจทก์ยอมรับเงินจากจำเลยเป็นค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ 1ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อนั่นเอง ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์จะเรียกค่าเสียหายในระหว่างผิดนัดถึงวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินครั้งสุดท้ายซ้ำอีกหาได้ไม่ คงเรียกค่าเสียหายได้ตั้งแต่วันชำระเงินครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาจำเลยฎีกาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ

เพราะโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายหลังจากที่สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเลิกกันแล้ว อันเป็นค่าเสียหายฐานละเมิดมีอายุความเพียง 1 ปีนั้น ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จำเลยผู้เช่าซื้อผิดสัญญาและได้ใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยผิดนัดและครอบครองรถของโจทก์อยู่ กับให้จำเลยส่งมอบรถยนต์อีก 1 คันที่ยังมิได้คืนหรือใช้ราคารถคันนั้นแก่โจทก์ด้วย เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3ว่าด้วยเช่าซื้อ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยตรง การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยยังใช้ทรัพย์ของโจทก์อยู่

มิใช่ค่าเสียหายฐานละเมิดดังที่จำเลยต่อสู้ ส่วนที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกให้จำเลยส่งคืนรถยนต์อีกคันหนึ่ง หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์สินคืน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความ 10 ปี เช่นกันพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประภาศน์ อวยชัย · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · ชลูตม์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้