Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้ ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้น อันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้นในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้วนำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่การที่ศาลแรงงานกลางแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค เมื่อได้ความว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของ ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 524,197.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 497,418.35 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,188,874.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,974,884.32 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 25,223,410.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,934,716.92 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจำเลยที่ 5 ชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์อันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้จำเลยที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ว่ามีเพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงิน 39,793.46 บาท จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 317,990.74 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้เงิน 1,048,442.34 บาท แต่จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 397,934.68 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 2,781,972.77 บาท และจำเลยที่ 3 จำนวน 18,610,173.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์, จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และจำเลยที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ดำเนินกิจการธนาคาร เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง เหตุคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 ถึงปี 2552 นาย ส. ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งพนักงานธุรกิจสาขาอาวุโส สาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 กระทำการทุจริตโดยการปลอมสลิปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากลูกค้า โดยสร้างรายการค่าใช้จ่ายประเภทบัญชีดอกเบี้ยจ่ายเงินฝากประจำธนาคารโจทก์ สำนักงานพระราม 9 และสาขาเซ็นต์หลุยส์ 3 ขณะเดียวกันก็ทำบันทึกการนำเงินฝากเข้าบัญชีของตนหรือผู้เกี่ยวข้องในจำนวนเดียวกันกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่สร้างขึ้นนำไปเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น และใช้รหัสผ่านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการทำทุจริตถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของลูกค้า

นาย ส. กระทำการทุจริตต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 65,750,336.62 บาท โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดซึ่งทำการสอบสวนแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อมากรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นาย ส. สามารถกระทำการทุจริตเงินของธนาคารไปได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งในขั้นตอนการใช้รหัสผ่าน และขั้นตอนการควบคุมดูแลและตรวจสอบเมื่อสิ้นวันทำการที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

จนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 497,418.25 บาท 1,989,673.41 บาท และ 23,934,716.92 บาท ตามลำดับ และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ไม่ระมัดระวังรักษารหัสผ่านของตนไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวังเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตขึ้นทำให้โจทก์รวมทั้งประชาชนผู้ฝากเงินไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 6725/2560 ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและพิพากษากลับโดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงใด และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียงใด โดยให้คำนึงถึงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบด้วย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ต่อมาศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางขึ้นมาแต่อย่างใด คดีจึงยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6725/2560 แล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คงเหลือประเด็นเฉพาะการกำหนดค่าเสียหายและการหักส่วนความรับผิดของนายจ้างเท่านั้น ดังนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจฎีกาในประเด็นข้ออื่นขึ้นมาได้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ต่อมามีว่า

การกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงาน ความคับแคบของสถานที่รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE มิใช่ความหมายของความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบดำเนินงานส่วนรวม อันจะนำมาหักเป็นส่วนลดของความเสียหายตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณงานความคับแคบของสถานที่ทำงานของสาขาที่เกิดเหตุ รวมทั้งวิธีปฏิบัติของโจทก์ในการ OVERDRIVE ที่ผู้อนุมัติรายการจำเป็นต้องมาทำรายการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานการเงินที่ทำรายการเกินวงเงินนั้น

ๆ โดยใช้วิธีพิมพ์รหัสเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานและสถานที่ทำงาน ประกอบกับระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านของโจทก์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีส่วนทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รักษารหัสผ่านให้เป็นความลับได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้นาย ส. กระทำทุจริตได้ง่ายขึ้นอันเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

พ.ศ.2539 มาตรา 8 บัญญัติวิธีการคำนวณค่าเสียหายไว้เป็นลำดับขั้นตอนตามที่กำหนดในวรรคสอง และวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้วินิจฉัยความเสียหายรวมมานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้กระทำละเมิดต้องชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ในการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 โดยจะต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในลักษณะที่อาจแยกพิจารณามาตรา 8 เป็นรายวรรค หรือพิจารณามาตรา 8 ทั้งหมดแล้ว

นำมาวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามมาตรา 8 แยกเป็นรายวรรค แต่ในส่วนของการกำหนดค่าเสียหายนั้น เมื่อได้ความว่าการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านอย่างเคร่งครัด ทั้งไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบการทำงานให้ถูกต้อง กับความบกพร่องและการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ที่เกิดจากข้อจำกัดด้านปริมาณงานกับสถานที่ทำงาน และวิธีปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการรักษารหัสผ่านแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระทำทุจริตของนาย

ส. มากกว่าความบกพร่องหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้หักส่วนแห่งความรับผิดของโจทก์ออกสูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดได้เพียงร้อยละ 10 ของความเสียหายที่โจทก์ได้รับ อีกทั้งยังกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดข้างต้นออกแล้ว ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

พ.ศ.2539 หรือคิดคำนวณโดยรวมแล้วศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เหลือเพียงร้อยละ 8 ของความเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ได้รับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ไม่ได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และไม่เป็นไปตามสัดส่วนแห่งความรับผิดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม การใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบไปด้วย

คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 และจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลางอันเป็นข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่สามารถกำหนดจำนวนค่าเสียหายเองได้ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ให้แก่โจทก์ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณากำหนดค่าเสียหายและพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของการคิดอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่

เห็นว่า เมื่อคำฟ้องโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้คิดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552 (ที่ถูก วันที่ 23 มิถุนายน 2556) อันเป็นวันผิดนัด เป็นการพิพากษาเกินจากคำขอท้ายฟ้อง โดยมิได้อ้างเหตุเพื่อความเป็นธรรมจึงเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกคำขอไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 57 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อโจทก์ และที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันว่ามีเพียงใด และแก้ไขวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยใหม่ให้ถูกต้อง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีป ตันสวัสดิ์ · จักษ์ชัย เยพิทักษ์ · เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นางสาวอรนุช อาชาทองสุข - นายดำรงค์ ทรัพยผล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.182/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้