Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4101/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 และ 2.2 ขาดอายุความหรือไม่ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด เมื่อโจทก์มิได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์ดำเนินคดีเอง โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดด้วย เมื่อโจทก์ฎีการับว่าผู้แทนโจทก์ทราบว่า จำเลยโอนโฉนดที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1, 2.2 ไปให้บริษัท พ. และ ช. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินกว่า 3 เดือน ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ส่วนการที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารตามฟ้องให้กับบริษัท พ. เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แม้การกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรี แต่การกระทำความผิดดังกล่าวได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษเท่ากัน และโจทก์ยื่นฟ้องตามฟ้องข้อ 2.3 พร้อมกับคำฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 ต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 เกิดขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องของโจทก์ข้อ 2.3 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวพันกับฟ้องข้อ 2.4 และ 2.5 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350,91 ศาลชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน การกระทำของจำเลย ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 และ 2.5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษเพียงกระทงเดียว (ที่ถูกบทเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 ถึงข้อ 2.5 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องตามคำฟ้องข้อ 2.1 และ 2.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ตามคำฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษด้วย ซึ่งโจทก์จะต้องรู้ถึงเจตนาพิเศษนั้นด้วย แม้จำเลยได้โอนทรัพย์สินไปจนโจทก์อาจไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน และโจทก์ทราบถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวแล้ว หากปรากฏว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์สามารถบังคับเอาจากทรัพย์สินของจำเลยได้ครบถ้วนตามหนี้ที่มีอยู่ การโอนทรัพย์สินของจำเลยดังกล่าวก็ยังไม่เป็นการกระทำความผิด จนกว่าจำเลยได้โอนทรัพย์สินที่เหลือออกไปหมด เมื่อโจทก์ตรวจสอบเพิ่มเติมพบในภายหลังว่าจำเลยได้โอนทรัพย์ครั้งหลังไปจนหมด เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีได้

โจทก์จึงเพิ่งทราบถึงการโอนทรัพย์สินของจำเลยในครั้งแรกและครั้งหลังซึ่งเป็นความผิด เมื่อปรากฏว่าวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ผู้แทนโจทก์ยึดทรัพย์ของบริษัทเพชรรัตน์ อิมปอร์ตแอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด จำเลยที่ 2 ในคดีแพ่ง ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบเจตนาพิเศษของจำเลยและอายุความต้องเริ่มนับในวันดังกล่าว มิใช่วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิด โดยไม่ทราบถึงเจตนาพิเศษของจำเลย เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ

ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์ดำเนินคดีเอง โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดด้วย ซึ่งคำว่า รู้เรื่องความผิด หมายความถึง รู้ข้อเท็จจริงที่ประกอบกันเป็นความผิด ไม่ได้หมายความถึงความผิดต้องเกิดขึ้นหรือการกระทำเกิดผลเป็นความผิดขึ้นแล้ว เมื่อตามฎีกาของโจทก์รับว่าผู้แทนโจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 จำเลยจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ไปให้บริษัทเพชรรัตน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายชูเกียรติ จึงถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 จึงเกินกว่า 3 เดือน

นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ตามฟ้องดังกล่าวจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 ที่ศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่างวันและต่างสถานที่ โดยการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 เกิดที่สำนักงานที่ดินในกรุงเทพมหานคร มิใช่เขตฝั่งธนบุรี เมื่อโจทก์ขอให้ลงโทษแยกกระทง โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อดังกล่าวที่ศาลแขวงดุสิตและศาลจังหวัดมีนบุรี อันเป็นสถานที่กระทำความผิดแล้วขอให้นับโทษต่อ

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 เมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่าคดีโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ขาดอายุความแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามคำฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 นั้น เห็นว่า แม้ความผิดตามฟ้องข้อ 2.3, 2.4 และ 2.5 เป็นความผิดแต่ละกรรมต่างกันและความผิดตามฟ้องข้อ 2.3 อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การกระทำความผิดดังกล่าวได้กระทำลงโดยจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษเท่ากัน และโจทก์ยื่นฟ้องตามฟ้องข้อ 2.3 พร้อมกับฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ความผิดตามฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 เกิดขึ้น

เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและให้ประทับฟ้องไว้แล้ว ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องของโจทก์ข้อ 2.3 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวพันกับฟ้องข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เทพ อิงคสิทธิ์ · นิพนธ์ ใจสำราญ · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลล่าง
ศาลแขวงธนบุรี - นายโพธิ์โพยม มนพลับ
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยพร สมบุญวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.252/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ10977/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ11375/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้