คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83, 91, 240, 244, 247, 248และริบของกลางจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 244 และ 247เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ความผิดตามมาตรา 244 จำคุกคนละ 6 ปี ความผิดตามมาตรา 247จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกของกลางริบจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247 กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 จำคุกคนละ 6 ปี
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 247 กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 นั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244บทหนึ่ง และมาตรา 247 ประกอบด้วย มาตรา 244 อีกบทหนึ่งอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1จะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยทั้งเป็นเหตุลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2