Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 410725)

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค้างจ่ายค่าจ้างจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน อันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งได้มีคำสั่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม แต่การที่จำเลยฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าโจทก์ร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ทำให้จำเลยเสียชื่อเสียงว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นการฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมิได้สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของโจทก์ และมีประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ และคงเรียกจำเลยทั้งสามทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการไม้แปรรูปเพื่อจำหน่าย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 จำเลยทั้งสามไม่มีงานให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ทำทุกวันโดยอ้างว่าไม่มีวัตถุดิบและไม่จ่ายค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงาน และเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยทั้งสามได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมามีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 8/2547 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างในช่วงที่ไม่มีงานให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ทำและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งเจ็ด แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามจำนวนที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละสำนวน จำเลยทั้งสามทั้งเจ็ดสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตมีน้อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้พนักงานตกลงกันว่าใครจะลาออกก็จะจ่ายค่าชดเชยให้ แต่พนักงานรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ตกลงกันว่าจะเข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันใดก็ได้แต่ขอให้มีคนมาทำงานและสามารถไปทำงานที่อื่นได้ โดยไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานหรือตามผลงาน โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากตกลงกันดังกล่าวแล้วโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ก็ขาดงานเป็นประจำเมื่อมาทำงานก็ไม่ทำงานให้ดีทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียหาย วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเรียกประชุมพนักงานเพื่อให้พนักงานทุกคนเขียนใบสมัครงานใหม่และจะนับเวลาการทำงานเดิมให้

ส่วนโจทก์ที่ 2 แจ้งขอลาออกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2547 โดยตกลงจะสะสางงานให้เสร็จก่อนและจะออกจากงานวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 แต่เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 ขอให้พนักงานอื่นหยุดงานเป็นเวลา 1 เดือน โจทก์ที่ 2 จึงถือโอกาสไม่มาทำงานละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกัน สำหรับโจทก์ที่ 6 ออกจากงานไปตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 แล้ว แต่เมื่อพนักงานบางส่วนไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ที่ 6 ถือโอกาสแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าทำงานกับจำเลยทั้งสามถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทั้งเจ็ดแจ้งความเท็จต่อพนักงานตรวจแรงงาน และโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ลักไม้ยางพาราแปรรูปของจำเลยที่และที่ 2 ไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งเจ็ดร้องต่อพนักงานตราจแรงงานจึงทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียชื่อเสียงว่าเป็นผู้กระทำผิดต่อกฎหมาย ละเมิดไม่ทำตามกฎหมายแรงงาน โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด การพิจารณาวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงานไม่สุจริตปราศจากความยุติธรรม และจำเลยทั้งสามไม่ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงไม่เป็นที่สุด ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ทั้งเจ็ดชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 1 เป็นเงินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งเจ็ดขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 8 อนุญาต ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเจ็ดสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและค้างจ่ายค่าจ้างจึงร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำวินิจฉัยแล้วจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งได้มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งเจ็ดร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียชื่อเสียงว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและขอให้บังคับโจทก์ทั้งเจ็ดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นการฟ้องให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมิได้สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด และมีประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งเจ็ด ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส พวงมณี · พิชิต คำแฝง · ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้